ประสบการณ์ธรรม คุณปพน

ผมได้เข้าคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐานครั้งแรกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ในเดือนมกราคม 2559 ขณะนั้นอายุ 21 ปี ชีวิตผมเปลี่ยนไปตลอดกาล เป้าหมายชีวิตพลิกด้าน เข็มทิศชีวิตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

จากที่อยากรวยล้นฟ้า เปลี่ยนเป็นแค่มีทรัพย์พอประมาณก็พอใจแล้ว
จากชอบหาเพลงฟัง กลายมาเป็นชอบหาธรรมะฟัง
จากชอบหาเกมเล่น กลับมาเป็นชอบหาธรรมะอ่าน

เอ๊ะ! อ้าว! กิเลสถึงกับช็อก ทำไมเป็นอย่างนั้นไปได้ ?

หลังจากได้เข้าคอร์ส ทำให้ผมตื่นอย่างที่ไม่เคยตื่นมาก่อน เรารู้แล้ว! ว่าเราไม่ได้เกิดมาเพียงเพื่อตายอย่างสูญเปล่าแต่เรามีเดิมพันที่สูงมาก นั่นคือ “พระนิพพาน” มีความสุขอยู่กับความสงบ เพราะสุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี รสพระธรรมชนะรสทั้งปวง เตโชวิปัสสนากรรมฐานมีพลานุภาพในการเผากิเลสเป็นอย่างยิ่ง จิตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีอย่างรวดเร็วมาก ดังนั้นเราต้องมีศรัทธาที่หนักแน่นมั่นคง ไม่โลเล ไม่มีเวลาแม้แต่จะสงสัย เพราะเป็นปัจจัตตังที่ได้พิสูจน์แล้วด้วยตนเองขนาดนี้ กำดาบให้แน่นแล้วลุยไปข้างหน้าอย่างเดียวเท่านั้น!

คนปฏิบัติธรรมนั้นเป็นคนทันสมัย เพราะรู้เท่าทันถึงกฎของธรรมชาติ ความเป็นจริงแท้ที่เกิดขึ้น คนที่ไม่ทันสมัย อาจจะต้องเสียใจ ทำใจไม่ได้เมื่อต้องสูญเสียสิ่งต่าง ๆ ไป แล้วทำไมบุคคลต้องปฏิบัติธรรม? ทำให้ผมระลึกถึงคำสอนของพ่อแม่ครูอาจารย์ว่า “ถ้าหากความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากเกิดขึ้นกับเราแล้วเราไม่เป็นทุกข์ ก็ไม่ต้องปฏิบัติธรรม แต่ถ้าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นกับตัวเราแล้วเราเป็นทุกข์ละก็ เราต้องปฏิบัติธรรม และอีกประการหนึ่ง ถ้าหากเราไม่ได้ดั่งใจหวังต้องเป็นไปตามกรรม มีความโศก ความเศร้า ความหงุดหงิด มีความโลภ ความโกรธ ความหลง สิ่งเหล่านี้ถ้ามันเกิดขึ้นในใจเราแล้วเราไม่เป็นทุกข์ ก็ไม่ต้องปฏิบัติธรรม แต่ถ้าเป็นทุกข์กับอาการที่ว่าเหล่านี้แล้ว นั่นแหละ เราต้องปฏิบัติธรรมนะ”

วันที่ 6 กรกฎาคม 2562 ขณะภาวนาอยู่ที่บ้าน ก่อนภาวนาผมสอนจิตว่า “ข้าคือยอดขุนพลในแดนจิต นี่คือการทำสงคราม การภาวนาครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้าย” เวลาผ่านไปสักครู่ มีเวทนาปวดที่หน้าอกและลำคอ เหมือนมีใครมาบีบที่คอแน่น ๆ แต่ถึงแม้จะมีเวทนามากมายอย่างไรก็อดทนไม่ให้ร่างกายขยับ เมื่อมีเวทนารุนแรงก็ขยับน้อยที่สุด เบาที่สุด เพื่อไม่ให้จิตกระเพื่อม ด้วยพลังแห่งความอดทน ผมเห็นกายกับจิตแยกออกจากกัน ไม่ใช่เป็นส่วนเดียวกัน คือจิตเขาเห็นร่างกายเจ็บปวดทรมานแต่จิตไม่ได้เจ็บปวดตามไปด้วย เราทำหน้าที่เพียงจดจ่อ รู้ชัด ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น

และได้มีสภาวธรรมเกิดขึ้นในจิต เห็นถุงขยะสีดำหลายถุงวางกองที่พื้น ทันใดนั้น มีเสียงดังขึ้นในจิตลักษณะอยากจะสั่งสอนผมว่า อะไรนี่.. ต้องเสียเวลามาเผากิเลสใหม่อีกแล้ว! ทำให้เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมาจากความไม่สำรวม เผลอไปรับกิเลสใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่มในสังขาร หลังจากการภาวนาจึงมาพิจารณาตนเองว่า เราต้องแก้ไขปรับปรุงในส่วนนี้ ผมนึกถึงคำสอนของพระอาจารย์ชยสาโรถึงเรื่องความสำรวม คือ “การสำรวมกายวาจา คือการประหยัดเวลาในการปฏิบัติธรรม เพราะความไม่สำรวมทำให้จิตมีมลทินเพิ่มมากขึ้น การที่ต้องคอยชำระมลทินที่เกิดโดยใช่เหตุในระหว่างการทำสมาธิ ทำให้การปฏิบัติเนิ่นช้า และชวนให้ท้อแท้ จิตที่ไม่เดือดร้อนเพราะสิ่งที่ทำคำที่พูด พร้อมที่จะก้าวหน้าในธรรม”**

เราอาจคิดว่าในยุค 4G นี้สนามพลังงานหนาแน่นมากแล้ว แต่หากเปรียบเทียบกับในอนาคต ถ้าพัฒนาเป็น 9G, 10G ขึ้นมาเมื่อใด 4G ก็จะกลายเป็นเล็กน้อยไปเลย เรายังมีโอกาสใช้เวลาที่มีอยู่ในตอนนี้ให้เป็นเวลาทองในการพากเพียรพาตนให้พ้นไปจากสังสารวัฏ ดังนั้นขอให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องมาจับมือร่วมสู้ไปด้วยกัน สู้ไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม เพื่อจบการเดินทางไปพร้อมกับท่านอาจารย์..ผู้เปรียบดังแม่ในสายธรรมของเรา

**(ที่มาบทธรรม : ธรรมะ โดยพระอาจารย์ชยสาโร/Dhumma by Ajahn Jayasaro)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.