ประสบการณ์ภาวนา คุณอมรรัตน์

ข้าพเจ้าชื่อ อมรรัตน์ อายุ 38 ปี มีบุตร 1 คน ปัจจุบันทำงานอยู่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เริ่มเข้ามาในสายธรรมจากการอ่านหนังสือ “รู้แล้วลุย” อ่านแล้วเกิดความศรัทธาในตัวท่านอาจารย์อย่างมาก ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยปฏิบัติธรรมที่ไหนมาก่อน จึงสมัครเข้าคอร์สแรกในเดือนมิถุนายน 2556 สองปีแรก มีวินัยในการภาวนาอย่างยิ่งยวดจนเกิดปัจจัตตังในตน ได้รู้ถึงพลังเตโชธาตุว่ามีอานุภาพอย่างไร แต่ด้วยความไม่รู้ถึงพลังของคู่ต่อสู้ อ่อนวินัย ไม่รู้ชัด และแม้ท่านอาจารย์จะกล่าวเตือนว่าให้กลับมามีวินัย ข้าพเจ้าก็ยังไม่ตระหนักในหน้าที่ของตน จนกระทั่ง…

ระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ข้าพเจ้าภาวนาได้แค่ช่วงเย็น คือภาวนา 1 ชั่วโมง 1.30 ชั่วโมง และ 2 ชั่วโมงบ้าง ส่วนการภาวนาช่วงเช้านั้นแทบจะนับครั้งได้ จนจิตเกิดความกระด้างทีละนิดแบบเนียน ๆ

เมื่อต้นปี 2561 ข้าพเจ้าได้งานใหม่ เป็นพนักงานออฟฟิศเต็มตัว ทำงานตั้งแต่วันจันทร์-วันเสาร์ ช่วงหลังจึงไม่ค่อยได้ไปช่วยงานองค์กรโนอิ้ง บุดด้า บ่อยเหมือนเมื่อก่อน จนกระทั่งงานสัมมนา “ทางออกวิกฤติโลกร้อนกับความจริงที่ไม่มีใครพูดถึง” ที่ KBO EARTH จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน 2562 ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปร่วมงาน และในช่วงเวลาสนทนาก่อนจะเดินทางกลับกัลยาณมิตรท่านหนึ่งได้ถามข้าพเจ้าว่าได้ไปเข้าคอร์สบ้างไหม? จึงตอบไปว่า ได้เข้าแต่คอร์ส 3 วัน เพราะที่ทำงานใหม่ลางานยากมาก ส่วนคอร์ส 7 วัน ไม่ได้เข้ามาเกือบ ๆ 2 ปีแล้ว กัลยาณมิตรจึงพูดขึ้นมาว่า “การเกิดบ่อย ๆ อย่างไรก็เป็นทุกข์ ไม่ว่าบุคคลจะมีอายุเท่าไหร่ เคี่ยวกรำจิตมากเพียงใด ก็อาจเพลี่ยงพล้ำต่ออำนาจกิเลสจนล้มเลิกความเพียรได้เสมอ บทสนทนานี้เหมือนจิตถูกกระชากให้ตื่น และได้กลับมาพิจารณาตนเอง ถามตัวเองว่า “เราปรารถนาการพ้นทุกข์ไม่ใช่หรือ เออ!! นี่เราทำอะไรอยู่ ?”

เช้าวันอาทิตย์ได้ภาวนา 3 ชั่วโมงต่อเนื่อง (จากที่ภาวนา 3 ชั่วโมงต่อเนื่องไม่ได้เลยมาเป็นปี ๆ) การภาวนาครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนของข้าพเจ้า จิตมันพลิกและตั้งหลักได้ พอจบการภาวนาจึงน้อมกราบพระบรมศาสดา คุณพระศรีรัตนตรัย พ่อแม่ครูบาอาจารย์ พระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี และท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ด้วยความน้อมสำนึกผิดที่ไม่รู้ฐานะและหน้าที่ของตัวเอง ทั้งสัปดาห์นั้นข้าพเจ้าจึงตั้งจิตภาวนาเพื่อน้อมเป็นอาจาริยบูชาแด่ท่านอาจารย์ และวันที่ 29 มิถุนายน 2562 ข้าพเจ้าตั้งใจไปกราบท่านอาจารย์ที่เตโชวิปัสสนาสถาน อ.แก่งคอย จึงได้ลางาน ยิ่งใกล้วัน จิตยิ่งคิดถึงท่านอาจารย์มาก อย่างที่ไม่เคยคิดถึงแบบนี้มาก่อน คิดถึงบ้าน คิดถึงสนามหญ้าที่เคยเดินจงกรม เมื่อวันที่รอคอยมาถึง ขณะที่ท่านอาจารย์เดินมาที่ตั่ง ท่านดูอ่อนแรงและเสียงท่านดูเหนื่อยหอบ ข้าพเจ้าร้องไห้ด้วยความสำนึกผิดที่ไม่มีวินัยในการภาวนา จึงนั่งอยู่ไกล ๆ ไม่กล้าเข้าไปกราบท่านอาจารย์ใกล้ ๆ เพราะไม่อยากนำจิตที่หนาทึบด้วยกิเลสไปใกล้ท่านเวลานี้ ขอกลับไปขัดเกลา ชำระจิตให้สะอาดขึ้นแล้วจะกลับมากราบท่านใกล้ ๆ เย็นวันนั้นจึงได้มีโอกาสอยู่ร่วมภาวนาและสวดมนต์น้อมเป็นอาจาริยบูชาแด่ท่านอาจารย์ร่วมกับศิษย์ที่อยู่ในคอร์ส เช้าวันอาทิตย์เมื่อภาวนาและแผ่เมตตา ข้าพเจ้าเดินลงมาจากเรือนปฏิบัติด้วยจิตที่คิดถึง จึงใช้เวลาอันน้อยนิดนั้น ถอดรองเท้าและเดินไปตามสนามหญ้าเพื่อซึมซับธรรมชาติให้จิตได้คลายจากความคิดถึงบ้าน

ข้าพเจ้าอ่านประสบการณ์ภาวนาของกัลยาณมิตรในสายธรรม ที่ได้เพียรภาวนาเพื่อน้อมเป็นอาจาริยบูชาแด่ท่านอาจารย์ โดยภาวนาต่อเนื่อง 6 ชั่วโมง ประกอบกับได้ฟังธรรมเทศนาของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน และหลวงปู่ไม อินทสิริ เรื่องความเด็ดเดี่ยว เอาจริงเอาจังในการปฏิบัติภาวนาของท่าน จึงได้น้อมมาพิจารณาตนเอง ข้าพเจ้านี้ช่างห่างไกลกับคำว่า “ความเพียร” ยิ่งนัก บัดนี้ 28 พุทธันดรแล้ว ก็ยังอยู่ตรงนี้เพราะเป็นคนไม่หนักแน่นแบบนี้นี่เอง จึงลุกขึ้นฮึดสู้อีกครั้งโดยใช้แนวทางวัตรปฏิบัติและปฏิปทาของพ่อแม่ครูบาอาจารย์สายวัดป่าคือ “กินน้อย นอนน้อย เพียรให้มาก” แล้วปรับการกินอาหารให้น้อยลง ช่วงเย็นวันนั้นภาวนา 2 ชั่วโมงและตอนเช้าตั้งใจภาวนาในเวลา 04.20 น. แต่คงเพราะด้วยจิตที่มุ่งมั่นจึงสะดุ้งตื่นก่อนเวลา

วันต่อมาปรับการภาวนาให้เข้มข้นขึ้น ช่วงเย็นภาวนาต่อเนื่อง 3 ชั่วโมง เมื่อถึงเวลาก็เข้านอนปกติ อาการเหมือนว่าหลับไปแล้ว แต่จิตก็ตื่นจนรู้สึกว่าตัวเบาลอยขึ้นและได้ยินเสียงผู้ชาย 2 คนคุยกัน เป็นเสียงที่ใกล้มากว่า “ระวังนะ!! อย่าให้กลับมามีวินัยได้อีก” ข้าพเจ้ารู้ว่าเป็นเสียงของใครแต่ก็นิ่งเฉยแล้วนอนต่อ ส่วนตอนเช้าเริ่มภาวนา 03.00 น. ช่วงกลาง ๆ ของการภาวนาก็มีเสียงขึ้นมาว่า “เออ! ให้มันได้อย่างนี้สิ” จิตบอกว่าเป็นเสียงของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ข้าพเจ้าแค่รู้และภาวนาต่อ เมื่อเตโชธาตุร้อนแรงขึ้นจนมีความร้อนแสบที่หลังเท้าข้างขวาก็ได้ยินเสียงว่า “ยอมแล้ว ๆๆๆๆ”

การภาวนาครั้งนี้ ข้าพเจ้าเห็นภาพแม่หมูกำลังนอนให้นมลูกหมูตัวเล็ก ๆ นับ 10 ตัว ทำให้นึกถึงตอนเด็กที่พ่อได้เลี้ยงหมูไว้ประมาณ 4-5 ตัว แล้วขายเพื่อนำเงินนี้ไปซื้อรถจักรยานยนต์ ข้าพเจ้าร้องไห้ รู้สึกสลดสังเวชในสิ่งที่เกิดขึ้น เบียดเบียนชีวิตผู้อื่นเพียงเพื่อแลกกับความสะดวกสบายของตน จิตได้แต่พร่ำบอกว่าเราขอโทษ ขอโทษและขอโทษที่ครอบครัวเราได้เบียดเบียนชีวิตท่าน เมื่อจบการภาวนาจึงได้น้อมจิตอุทิศบุญจากการภาวนานี้ให้แก่หมูเหล่านั้น

นอกจากนี้ยังได้เห็นการทำงานของกิเลส มีท่อนแขนคู่หนึ่งยื่นออกมาจากโทรศัพท์สมาร์ตโฟน ใช้มือมากดต้นคอของข้าพเจ้าเพื่อให้ก้มดู ให้จดจ่ออยู่แต่กับโทรศัพท์ ลักษณะการกดเหมือนเราโดนคู่ต่อสู้ล็อกคอ ตีเข่าแบบนั้นเลย อีกครั้งเป็นภาพผู้ชาย 3 คน คนหนึ่งใช้มือปิดตาข้าพเจ้าทั้งสองข้าง อีกคนก็ปิดหู ส่วนอีกคนล็อกแขนโดยจับมือไพล่หลังไว้ ขณะภาวนามีคำขึ้นมาว่า “โคตมะ โยธิน”

ครบ 1 เดือนจากที่ลุกขึ้นมาฮึดสู้ ทำให้ได้เข้าคอร์ส 7 วัน ระหว่างวันที่ 22-28 กรกฎาคม 2562 การภาวนาครั้งนี้ข้าพเจ้าตั้งใจมากขึ้นเพราะได้รู้ถึงคุณค่าของโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่แบบนักบวช ได้ตัดขาดจากโลกภายนอกและให้เวลากับโลกภายใน จึงพยายามฝึกให้มีสติอยู่ตลอดเวลา กิน นอน นั่ง เดิน ประมาณในการตักอาหาร รับประทานข้าวทุกเม็ดให้หมดแม้แต่น้ำแกง ทุกอย่างไม่ให้เหลือทิ้งเป็นเศษอาหาร

ในคอร์สนี้ ท่านอาจารย์เมตตาชี้แนะให้สอนจิตว่า “ออกศึก” เราคือนักรบในแดนจิต เมื่อใดที่เรานั่งบนเบาะภาวนามันคือ การออกศึก จะภาวนาเรื่อยเปื่อยไม่ได้ เช่นนี้จึงจะสามารถฝ่าด่านกรงขังแห่งวัฏสงสารสู่การหลุดพ้นได้

ดังนั้น การจะทำศึกนี้ให้ชนะได้นั้น ข้าพเจ้าต้องภาวนาเยี่ยงนักรบ ตีฝ่าด่านแต่ละด่านไปให้ได้ ซึ่งจะต้องประกอบไปด้วยองค์ 4 คือ

เป็นผู้ฉลาด 1
มีศีลเป็นบาทฐาน

เป็นผู้ยิงไกล 1
เห็นว่าสังขาร เวทนานี้ไม่ใช่ของเรา

เป็นผู้ยิงเร็ว 1
ข้าพเจ้านึกถึงการยิงเป้าบิน ที่ต้องใช้ทั้งความเร็วและแม่นยำ โดยมีสติสัมปชัญญะ รู้ให้ชัด รู้ชัดว่านี้ทุกข์ นี้เหตุทำให้เกิดทุกข์ มีปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์ได้เร็ว

ทำลายข้าศึกหมู่ใหญ่ได้ 1
จนมาถึงด่านอวิชชา เมื่อทำลายอวิชชากองใหญ่ได้ ก็เป็นอิสระจากภพชาติ
(ดังปรากฏอยู่ใน โยธสูตร)

ข้าพเจ้าจึงเข้าใจความหมายของคำว่า “โคตมะ โยธิน” (นักรบแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า)

วันที่ 3 การภาวนามีเหงื่อออกมาก ช่วงสอบอารมณ์ประโยคแรกที่ท่านอาจารย์พูดกับข้าพเจ้าคือ “หายไปนานเลย” เสียงท่านอาจารย์ที่เปล่งออกมาครั้งนี้ จิตข้าพเจ้ารับรู้ได้ถึงความเมตตาอย่างยิ่ง และกราบเรียนสภาวธรรมไปว่า “ศิษย์คิดถึงท่านอาจารย์เหลือเกิน คิดถึงบ้าน คิดถึงสนามหญ้าที่เคยเดินจงกรม คิดถึงเหลือเกินค่ะ ศิษย์น้อมสำนึกถึงคุณข้าว คุณน้ำ ทุกอย่างที่ท่านอาจารย์เมตตาให้จิตอาสาจัดเตรียมให้ สำนึกถึงบุญคุณนี้อย่างที่สุดค่ะ

วันที่ 4 การภาวนาเริ่มมีเหงื่อออกน้อยลง มีความร้อนทั่วใบหน้าและร้อนแสบมากขึ้นที่เท้าจนเกิดเป็นเวทนากล้า ด้วยจิตยังมีกำลังไม่พอและอุเบกขาไม่สมบูรณ์ บางครั้งก็ขยับขาหนีเวทนาจากความร้อนแสบนี้ และมีสภาวธรรมเป็นภาพผู้หญิงและผู้ชายเปลือยกาย กำลังร่วมประเวณีกัน จิตก็แจ้งว่าเป็นกามราคะ ช่วงสอบอารมณ์ได้กราบเรียนสภาวธรรมต่อท่านอาจารย์ว่า “มีสภาวธรรมเป็นกามราคะ และเห็นว่าตนเองมีความติดใจในผัสสะนี้ค่ะ” ท่านอาจารย์ได้เมตตาสอนว่า “สิ่งนี้แหละที่มัดจิตสัตว์ให้ติดจมอยู่ในโลก ดีแล้ว ให้เพียรต่อไปและจงเชื่อในปัจจัตตังที่เกิดขึ้นกับตัวเอง”

ช่วงเดินจงกรม ข้าพเจ้าจะเดินไปทุกที่ในธรรมสถาน เพราะรู้สึกว่าธรรมะมีอยู่ทุกที่ที่เราก้าวเท้าย่างไป บางช่วงจะยืนอยู่นิ่ง ๆ เพื่อรับพลังธรรมชาติ จากนั้นก็เดินไปที่สระบัวบริเวณลานหินเซน ครั้งนี้บัวดูงดงามมากกว่าครั้งไหน ๆ ยืนมองแล้วก็ยิ้ม หลับตาและจิตบอกว่า ขอยืนอยู่ตรงนี้ซึมซับรับพลังกตัญญูของเหล่าศิษย์ที่ตั้งใจทำเพื่อน้อมแด่ท่านอาจารย์ สระบัวนี้จึงเปี่ยมไปด้วยพลังกตัญญูอย่างยิ่ง

วันที่ 6 และ 7 การภาวนายังมีความร้อนแสบที่เท้า ตลอดชั่วโมงยังคงเห็นภาพหญิงและชายเปลือยกาย บางช่วงเป็นภาพในถ้ำที่มีหลายคู่ร่วมประเวณีกัน
ในช่วงหนึ่ง ท่านอาจารย์เมตตาเล่าถึงตอนที่ท่านออกถือสันโดษที่บ้านเรือนไทยที่รังสิต และประจักษ์ถึงพลังของเตโชวิปัสสนากรรมฐานที่มีอานุภาพทำลายล้างกิเลส ท่านภาวนาอย่างเด็ดเดี่ยวและมีวินัยอย่างยิ่งโดยไม่ต้องมีใครมาคอยบอก แล้ววันนี้ท่านก็เป็นกระจกส่องให้กับศิษย์ว่า อย่าเป็นผู้ที่มุ่งมั่นแค่เพียงไม่นานแล้วก็กลับมาเป็นเช่นเดิมอีก ข้าพเจ้าฟังแล้วก็รู้สึกละอายใจยิ่งนัก เพราะพอเข้าคอร์สก็มุ่งมั่นที พอกลับมาใช้ชีวิตฆราวาส จิตก็ไม่เอาจริงเอาจัง ขาดวินัยจนถูกกิเลสถล่มจิตเสียหาย วันนี้ข้าพเจ้าจะลงมือปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ตัวเอง มิใช่เพียงพูดว่าจะขอมีวินัยอย่างเช่นที่ผ่านมา

เมื่อข้าพเจ้าได้ขัดเกลาและชำระจิตให้สะอาดขึ้นแล้ว และได้นั่งอยู่เบื้องหน้าท่านอาจารย์ จึงน้อมบุญจากการภาวนาในคอร์สนี้เป็นอาจาริยบูชาแด่ท่านอาจารย์เพื่อตอบแทนพระคุณอันยิ่งใหญ่ที่ให้โอกาสแก่จิตดวงนี้ และกล่าวเพียงว่า “ศิษย์ขอโอกาสแก้ไขและปรับปรุงตัวเองใหม่ค่ะ”

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคดม คุณพระศรีรัตนตรัย พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระโพธิสัตว์เจ้าทุกพระองค์ พระคุณแห่งพระอรหันตเจ้าทุกพระองค์ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกชาติภพ พระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี และท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ที่เมตตาข้าพเจ้าจนมีวันนี้ ขอน้อมกราบด้วยจิตที่นอบน้อมยิ่งค่ะ

เนื้อความเต็มของโยธสูตร ที่ปรากฏในประสบการณ์สามารถอ่านได้ที่ :
http://www.etipitaka.com/compare/pali/thaimm/21/231/?keywords=

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.