ประสบการณ์ธรรม​ คุณกนกวรรณ

ข้าพเจ้าชื่อกนกวรรณ อายุ 44 ปี มีพี่น้อง 4 คน ข้าพเจ้าเป็นคนที่ 4 ครอบครัวมีอาชีพทำนา เป็นคนจังหวัดสุรินทร์​ มีชีวิตที่ลำบากตั้งแต่จำความได้ ฐานะทางบ้านยากจน บิดาดื่มเหล้าจนขาดสติ เล่นการพนันจนเสียทรัพย์สินที่ดินหมดและมีการทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่ข้าพเจ้าก็อดทน จนเมื่อเรียนจบชั้น ป.6 ก็ถูกบังคับให้แต่งงานกับชายผู้มีฐานะดี ข้าพเจ้าปฏิเสธทำให้ต้องหนีเข้ากรุงเทพฯ ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักใครโดยมีเงินติดตัว 200 บาท ค่ารถไฟขณะนั้น 60 บาท พี่ ๆ ก็อยู่กรุงเทพฯ แต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน เมื่อมาถึงหัวลำโพงก็ยืนหลับตา มีรถคันไหนมาก่อนก็ขึ้นคันนั้น ได้มาลงที่วงเวียนใหญ่ บริษัทจัดหางานบอกจะมีนายจ้างมารับ รอจนถึง 5 โมงเย็นก็ยังไม่มีใครมาจึงเดินหางานเอง ข้าวก็ยังไม่ได้ทานตั้งแต่เช้า จำได้ว่าต้องวักน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่เชิงสะพานพระปิ่นเกล้ามาดื่ม เดินโต๋เต๋จนถึงสายใต้ใหม่ตอน 2 ทุ่ม สมัครงานได้เป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารในสวนอาหาร ข้าพเจ้าดีใจมาก​ ได้พักห้องเดียวกับป้าซึ่งเป็นแม่ครัว เมื่อป้าไปอาบน้ำ สิ่งแรกที่ทำคือนั่งสมาธิ ซึ่งการนั่งสมาธิครั้งนั้นก็ไม่รู้ว่านั่งทำไม และเพราะห้องที่พักอยู่สามารถมองเห็นจากด้านนอก ทำให้กลายเป็นเรื่องที่ถูกล้อเลียนกันสนุกสนานในวันรุ่งขึ้น พร้อมทั้งได้รับความไว้วางใจ นี่คือชีวิตในกรุงเทพฯ วันแรก

หลังจากนั้นข้าพเจ้าเริ่มมีเพื่อนและเริ่มหัดดื่มเหล้า เลิกงานก็เที่ยวสถานเริงรมย์ ชีวิตมีเหล้าและเพื่อนในวงเหล้าเป็นที่พึ่ง มีสามี 3 คนและเลิกราไปจนหมด เริ่มถามตัวเองว่าชีวิตเกิดมาทำไม เรามานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้

ปี 2550 ได้เข้าออกสถานปฏิบัติธรรมหลายแห่ง แต่ไม่มีคำตอบให้แก่ข้าพเจ้า การปฏิบัติไม่พบความก้าวหน้า​ บางครั้งก็ดูจะแย่ลง พระท่านเทศน์สอนว่าให้มีสติ​ ให้มีอุเบกขา แต่เมื่อข้าพเจ้ากลับมาก็ดื่มเหล้าจนเมาเหมือนเดิม

ปลายปี 2559 ยังไม่ละความพยายาม ได้ไปปฏิบัติธรรมที่แห่งหนึ่ง ขยันทำสมาธิมากจนเกิดมีเงาดำหลุดจากร่าง มองเห็นด้วยตาเปล่า กลัวมากไม่กล้าบอกใครได้แต่ร้องไห้อยู่คนเดียวแล้วก็เลิกไปปฏิบัติอีก ระหว่างเดินกลับบ้าน รู้สึกหมดหวัง เดินโซซัดโซเซเข้าบิ๊กซี ไปร้านหนังสือมุมธรรมะ สะดุดตากับคำว่าฆราวาสบรรลุธรรมจึงหยิบขึ้นมาอ่าน เปิดไปถึงหน้าที่ 90 ชื่อหัวข้อคือความต่างระหว่างสมาธิและวิปัสสนา อ่านต่อไปๆๆ เกิดความสงสัย เอ๊ะ!ตลอดเวลา 8-9 ปีที่ผ่านมาเรานั่งอะไร สมาธิหรือวิปัสสนากันแน่ คำตอบคือไม่ชัดเจน ผสมปนเปกันไปหมด จึงซื้อหนังสือมาอ่านรวดเดียวจบ จากนั้นก็คร่ำครวญถึงผู้ที่อยู่บนหน้าปก กอดหนังสือ รู้สึกว่าได้เจอคนที่รอมานานแสนนานแล้ว จากนั้นเริ่มติดตามเฟซบุ๊ก บล๊อกคำสอนของท่านอาจารย์ และได้ไปร่วมงานนิทรรศการ “ธรรมะกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่” ของมูลนิธิโนอิ้งบุดด้าในเดือนมกราคม ปี 2560 และได้พบกับท่านอาจารย์เป็นครั้งแรก ท่านสอนเรื่องความศรัทธา ข้าพเจ้าน้ำตารื้นอยู่ตรงนั้น บัดนี้ผู้ที่อยู่บนปกหนังสือได้อยู่ตรงหน้าแล้ว หลังจากนั้นก็เริ่มสมัครคอร์สแรก โดยในเวลานั้นข้าพเจ้าก็ยังดื่มเหล้าอยู่

คอร์สที่ 1 วันที่ 20-27 พฤษภาคม 2560

ข้าพเจ้าเดินตัวสั่นเข้าธรรมสถาน วันที่ 3 ของคอร์สได้พบท่านอาจารย์สมใจแล้วจากที่รอมานานแสนนาน หลังจากรับกรรมฐาน ปฏิบัติแล้วเหงื่อท่วมตัวทำให้เบาะนั่งภาวนาเปียกหมด ตอนนอนพักเที่ยงฝันเห็นกระแสน้ำพัดบ้านเรือนเสียหายถล่มทลาย ผู้ชายที่ถูกพัดลอยไปกับกระแสน้ำตะโกนขึ้นบอกพวกว่า ยังไม่เท่าไหร่ ยังไม่เท่าไหร่ ข้าพเจ้าเข้าใจทันทีว่าพลังภาวนายังไม่เท่าไหร่

ภาคบ่ายท่านอาจารย์ให้ไปปฏิบัติที่เรือนนอน ข้าพเจ้าได้ยินเสียงบอกว่านอนดีไหมเพราะเป็นห้องส่วนตัวไม่มีใครเห็นหรอก แต่เห็นว่าไม่เหมาะจึงไม่ได้ทำตาม ต่อมาก็มีเสียงผู้หญิงพูดว่า ฝนตก ให้ไปเก็บเสื้อ ก็รู้สึกงงว่า ฝนตกที่ไหนกัน เมื่อตะกี้เข้ามาก็ยังดี ๆ อยู่ อ้อ…ข้าพเจ้าจึงเข้าใจทันทีว่า ใครที่คอยบงการชีวิตให้กินเหล้า ให้ทำชั่วมานานแสนนาน กิเลสมารนี่เอง ข้าพเจ้าตื่นยิ่งกว่าตื่น ร้องไห้ตลอดทั้งคอร์ส ดีใจที่รู้ความจริงและเสียใจที่ถูกหลอกมาเป็นเวลานาน

วันต่อมาในระหว่างที่กำลังเดินจงกรมที่ลานหญ้า ขณะนั้นฝนเพิ่งหยุดตก ได้เห็นแมลงหลายชนิดกำลังผสมพันธุ์ บ้างตัวผู้ก็ไล่ตามตัวเมีย ข้าพเจ้ายืนมองดูและคิดถึงวัว ควาย ลิง มนุษย์ จนมาถึงตัวเอง เรานี้หนอช่างไม่ต่างจากเดรัจฉาน การผสมพันธุ์ของสัตว์ทุกชนิดก็เพื่อรองรับผู้ที่มีกรรมสัมพันธ์แบบเดียวกัน ใช้ความรักและตัณหาเป็นตัวล่อ ข้าพเจ้าเดินไปที่ลานโพธิ์ นั่งพนมมือเปล่งวาจาว่า ข้าพเจ้าจะไม่ขอมีคู่อีกทุกภพทุกชาติ

ข้าพเจ้ากราบเรียนท่านอาจารย์ว่าอยากบวช ท่านอนุญาตและมอบเงินให้พร้อมคำอำนวยพรว่าให้เจริญในธรรม ข้าพเจ้าขอน้อมกราบสาธุการท่านอาจารย์ ช่างเป็นวาสนา ออกจากคอร์สแรกก็มาบวชชี ตอนแรกคิดว่าเส้นทางจะราบรื่นสวยงามเหมือนอยู่ในคอร์ส แต่ที่ไหนได้ ถูกดุด่าว่ากล่าว ถูกไล่ให้ออกไป ขณะนั้นเริ่มป่วยเนื่องจากแพ้ยากันยุงอย่างหนัก สภาวะจิตตอนนั้นฟุ้งซ่านมากจนต้องออกจากวัดมาอยู่วัดใกล้บ้าน ที่นี่ทำให้ข้าพเจ้าเลิกกลัวผี กล้าอยู่ในป่าช้า นอนในป่าเพียงลำพัง และต้องต่อสู้กับความกลัวงู จนเลิกกลัวงู สถานที่ที่ข้าพเจ้านอนอยู่มีสุนัข 3 ตัวเห่าหอนทุกคืน จนคืนที่ 4 รู้สึกเบื่อหน่ายท้อแท้และน้อยใจในวาสนาของตัวเอง ทันใดนั้น จิตรวมแล้วมีเสียงพูดจากภายใน บอกวิธีแยกจิตออกมาเป็นเพียงผู้รู้ ไม่เข้าไปคลุกกับเสียงสุนัขเห่านั้น หลังจากนั้นจากที่เคยรำคาญเสียงเห่าก็กลายเป็นแผ่เมตตาให้ จิตกระด้างน้อยลง เมื่อถูกตำหนิดุว่าก็เข้าใจว่าเป็นวิบากที่ตนได้เคยกระทำต่อผู้นั้นไว้และเพ่งโทษผู้อื่นน้อยลง วันใดที่ไม่ได้ภาวนาจะเห็นความกระด้างความขี้เกียจชัด จิตสามารถตามทันความคิดนั้น สติมีความละเอียดคมชัดขึ้น เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในจิตอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความศรัทธาในสายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐานมากขึ้น

คอร์สที่ 2 วันที่ 20-27 พฤศจิกายน 2560

มีสภาวธรรมคือ ได้เข้าไปในดินแดนยางเหนียวโดยรู้ว่าเป็นความยึดมั่นถือมั่น

งานภาวนาเพื่อแผ่นดินปี 2560 ได้รับการสอนสั่งเรื่องความกตัญญูและความหนักแน่นในการรักษาศีล 5 จากวัยเด็กตั้งแต่อายุ 13 ปีจนถึงตอนนี้อายุเกือบ 40 ปีที่เคยมีเหล้าเป็นเพื่อนตลอด ก็ตัดสินใจเลิกดื่มเหล้าอย่างเด็ดขาดและออกไปจากสิ่งแวดล้อมเดิม ๆ มีความกล้าและมุ่งมั่นเพื่อการหลุดพ้น ได้แสวงหาสถานที่ปฏิบัติธรรมแบบลุยเดี่ยวและได้ไปสายพระป่า มีเงินติดตัวเพียง 420 บาท ทุกวัดข้าพเจ้าไม่รู้จักใครและไม่มีใครรู้จักข้าพเจ้า บ้างก็เป็นวัดร้าง โดยข้าพเจ้ายึดหลักปฏิบัติสายเตโชวิปัสสนากรรมฐานเพียงอย่างเดียว และไม่ว่าจะพบเจออุปสรรคใดเข้ามาในชีวิตก็ถือเป็นการชดใช้กรรม

คอร์สที่ 3 วันที่ 11-17 กุมภาพันธ์ 2562

ฝันว่ามีผู้ชายจะมาข่มขืนด้วยความโกรธแต่ไม่สำเร็จ วันที่ 2 จะมาข่มขืนอีก จึงได้กราบรายงานสภาวธรรมต่อท่านอาจารย์ว่าตลอดชีวิตฝันเห็นผู้ชายเปลี่ยนหน้ามาในฝันทุกวัน ท่านอาจารย์ให้ไปสวดพระคาถาชินบัญชร 9 จบที่หน้าลานโพธิ์ หลังจากนั้นจนบัดนี้ก็มีฝันบ้างแต่น้อยมาก ได้กราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่าทำไมศิษย์อยู่ไม่เป็นที่ตั้งแต่เป็นฆราวาส หรือแม้ขณะบวชก็ยังต้องย้ายที่อยู่บ่อย ๆ ท่านอาจารย์ตอบว่า เพราะข้าพเจ้าเคยขับไล่ผู้มีคุณธรรมอย่างไร้ความปราณี กรรมจึงทำให้อยู่ติดที่ไม่ได้

เมื่อออกจากคอร์สที่ 3 ก็ล้มป่วยอย่างหนัก ปวดเข่า เหนื่อยหอบจนต้องหายใจทางปาก จึงย้ายมาอยู่วัดแถวบ้านเกิด​และได้รับความช่วยเหลือจากศิษย์พี่ผู้เมตตาดูแลค่ายาให้ รักษาตัวอยู่ 2 เดือนก็เริ่มเดินได้และได้เข้าคอร์สที่ 4 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม-1 กันยายน 2562 โดยสภาวธรรมมีแต่ความอึดอัดทุรนทุราย

เมื่อออกจากคอร์สที่ 4

ข้าพเจ้าอยู่ไม่เป็น​ที่​บางครั้งก็อยู่วัด แต่เมื่อขาดปัจจัยก็ต้องออกไปทำงาน ซึ่งทำให้ต้องเจอผู้คนมากมาย​ ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าต้องพบกับวิกฤตในชีวิตคือถูกแจ้งเป็นจำเลยในข้อหาขโมย ซึ่งข้าพเจ้าไม่ได้ทำ​ ตลอด 7 วันนั้นถูกค้นห้องพัก ต้องไปสถานีตำรวจ และถูกถ่ายรูปประกอบคดี ในคืนก่อนตัดสิน ข้าพเจ้าฝันเห็นท่านอาจารย์ รู้สึกมีกำลังใจมาก คดีสิ้นสุดลงที่ไม่พบของกลาง จึงไม่สามารถระบุได้ว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ต้องหา

จากวันที่ได้พบกับท่านอาจารย์จนถึงวันนี้ ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง รู้จักปล่อยวาง มองทุกสิ่งคือการชดใช้กรรม และพร้อมใช้หนี้กรรมอย่างองอาจ และข้าพเจ้าจะไม่สามารถผ่านทุกอย่างมาได้เลยหากไม่ได้รับความเมตตาจากท่านอาจารย์ ไม่ว่าจะในคอร์สหรือนอกคอร์ส ข้าพเจ้ายึดถือคำสอนของท่านอาจารย์และน้อมนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวันด้วยความเคารพยิ่ง​ และได้นำหนังสือคำสอนท่านอาจารย์เผยแผ่ไปในทุกแห่งที่ไป ขอน้อมกราบท่านอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.