ประสบการณ์ธรรม คุณอภิชา

ข้าพเจ้าชื่อ อภิชา เริ่มปฏิบัติธรรมเมื่อปี 2556 และในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ ข้าพเจ้าและเหล่าศิษย์มากมายได้มีโอกาสไปร่วมงานเปิดสถานปฏิบัติธรรมทางภาคใต้ที่จังหวัดภูเก็ต และได้ร่วมภารกิจพิเศษกับท่านอาจารย์ในการอุทิศบุญแก่สรรพชีวิตในน้ำ นำความปลาบปลื้มใจให้กับเหล่าศิษย์อย่างมากที่ได้ร่วมภารกิจครบรอบ 5 ปีในครั้งนี้

ภายหลังจบภารกิจ ข้าพเจ้ามีเกร็ดเล็กน้อยมาบอกเล่าในแง่มุมที่อาจไม่เคยรับรู้กันมาก่อน โดยความรู้นี้เกิดขึ้นในคอร์สปฏิบัติธรรม 7 วัน โดยคืนวันสุดท้ายของการปฏิบัติ ในจิตข้าพเจ้าปรากฏรูปปลาน้อยตัวเรียวเล็กสีเงินสะท้อนแสง ปรากฏพร้อมชื่อ “ปลากะตัก” ข้าพเจ้าได้นำมาพิจารณาและทราบว่า ปลาน้อยเหล่านั้นคือชีวิตเล็ก ๆ ที่มาเรียกร้องความเป็นธรรมจากการถูกมองข้ามไป ข้าพเจ้าจึงคิดย้อนกลับไปว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

คำตอบที่ได้คือ ปลากะตักเหล่านั้นได้ถูกนำมาหมักเป็น “น้ำปลา” และน้ำปลาที่ข้าพเจ้าได้กินเข้าไปตั้งแต่เด็กจนโตนั้น เกิดจากการหมักปลากะตักด้วยเกลือสมุทร เพื่อรอเวลาให้ร่างกายปลาละลายกลายเป็นน้ำหมัก ที่ชาวบ้านมักกินคู่กับพริกมะนาว และกินกันแทบทุกบ้านในประเทศนี้ก็ว่าได้ อาจเพราะความคุ้นเคยต่อ ๆ กันมา ซึ่งตั้งแต่จำความได้ น้ำปลา เป็นของคู่บ้านจริง ๆ และยังเห็นได้ทุกที่ตั้งแต่ร้านค้าข้างถนนจนถึงภัตตาคารหรูทั่วไป

ข้าพเจ้าและครอบครัวมักจะขาดน้ำปลาไม่ได้เลย ในแต่ละมื้อหากไม่มีก็ต้องหาให้ได้ก่อนที่จะเริ่มกินข้าว เพราะผู้เป็นเจ้าบ้านคือพ่อ สั่งว่าต้องมีน้ำปลาและพริกมะนาวถ้วยเล็ก ๆ วางไว้ตรงกลางสำรับกับข้าวทุกครั้ง เคยถึงกับหงุดหงิดและจะไม่รับประทานข้าวเลย หากมองไปที่สำรับแล้วไม่เห็นน้ำปลาพริกเป็นอันดับแรก และจะถูกเอ็ดให้ไปหามาให้ได้ ข้าพเจ้าก็จะสงสัยเสมอว่า หากไม่มีน้ำปลาแล้วกับข้าวมื้อนั้นจะไม่อร่อยเลยหรือ? มันจำเป็นมากขนาดนั้นหรือ? พ่อจึงสอนให้ลูก ๆ กินตามกันมาอย่างนั้นจนกลายเป็นเรื่องปกติ

พ่อสอนว่า วิธีกินนั้นต้องเหยาะน้ำปลาให้ทั่วจานข้าวแล้วจึงจะเริ่มกินได้ ตอนนั้นข้าพเจ้าก็ได้แต่ทำตามแบบไม่เข้าใจ ได้แต่คิดว่าทำไมต้องทำเช่นนั้น ซึ่งตอนนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามันเค็มมากไม่เห็นอร่อยเลย ได้แต่คิดว่าต้องใส่น้ำปลาเพื่ออะไรกัน และทุกครั้งที่กินข้าวคำต่อ ๆ ไป ก็ต้องใส่น้ำปลาก่อนจึงจะตักใส่เข้าปากได้ พี่น้องคนอื่น ๆ ก็ได้ทำตามอย่างพ่อเรื่อยมาจนติดเป็นนิสัย ข้าพเจ้ายังถามพ่ออีกว่า ทำไมพ่อต้องกินแบบนี้ พ่อก็บอกว่า ใคร ๆ เขากินกันแบบนี้แหละ คำตอบแบบง่าย ๆ แต่ไม่ชัดเจนได้ค้างคาใจข้าพเจ้ามาตลอด โอ้หนอ กว่าจะคิดได้นั้นต้องย้อนไปไกลมาก ถึงต้นกำเนิดของการกินน้ำปลาที่ทำจากปลากะตักนี้เลยทีเดียว

ข้าพเจ้าไม่ทราบถึงความทุกข์อันใหญ่หลวงของสัตว์น้ำประเภทนี้เลยว่า เขาจะทุกข์มากขนาดไหน ต้นตอของแหล่งผลิตน้ำปลา ข้าพเจ้าก็ไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้ซึ้ง ไม่เคยได้กลิ่นคาวปลาหรือเลือดของปลานั้น ๆ มาก่อนเลย จำนวนปลาเป็นหมื่นล้านตัวที่ร่างกายแหลกเหลวสลาย มีเลือดเนื้อปนกระดูกผสมกับเกลือลงไป และคิดว่ามันคือความอร่อยแบบง่าย ๆ ของชาวบ้านอันเป็นปกติตามวิถีโลก ข้าพเจ้าจึงกินได้อย่างง่ายดายและธรรมดา โดยไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งผิดอันใด แต่ในเวลานี้ ถึงเวลาที่พวกเขาได้กลับมาทวงขอความเป็นธรรมบ้าง ที่พวกเขาถูกหลงลืมไปจริง ๆ พวกเขามาขอในสิ่งที่ข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ สามารถช่วยพวกเขาได้เช่นกัน

ด้วยเหตุหลังจากภารกิจอุทิศบุญแก่สรรพชีวิตในน้ำ ที่สร้างความปีติให้แก่ข้าพเจ้า เนื่องด้วยความเป็นศิษย์และได้เดินตามทางที่ท่านอาจารย์สอน ซึ่งช่วยเปิดทางให้สรรพสัตว์ได้มีโอกาสสัมผัสกระแสบุญสู่จิตวิญญาณของพวกเขา เป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่เป็นความหวังสุดท้ายจริง ๆ มันคือทางรอดของผู้ทุกข์ ที่ออกมาหาผู้สามารถช่วยให้จิตวิญญาณได้พบแสงสว่างนั้น

สรรพสัตว์ตัวเล็ก ๆ เหล่านั้นคงอยากจะบอกว่า สิ่งที่เห็นว่าเล็กน้อยสำหรับมนุษย์โลกตัวใหญ่ แต่สำหรับสัตว์เหล่านั้น คือการพยายามหาช่องทางและขอโอกาสที่ถูกลืมไป ให้พวกเขาได้มีโอกาสพ้นทุกข์บ้าง ซึ่งเป็นความปรารถนาอันสูงสุดของทุกดวงจิตที่เวียนว่ายในสังสารวัฏนั่นเอง…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.