ประสบการณ์ธรรม คุณสุชาดา

ข้าพเจ้ามีความตั้งใจมานานแล้วว่าจะเขียนบอกเล่าประสบการณ์ทางธรรมของตนเองเพื่อเป็นการตอบแทนพระคุณท่านอาจารย์ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ยอมเขียนสักที กิเลสในตัวคงไม่ยอมให้ทำความดีง่าย ๆ จนมาถึงวันนี้ที่บอกกับตัวเองว่าเลิกผัดวันประกันพรุ่งได้แล้ว เพราะพรุ่งนี้อาจไม่มีสำหรับเรา

ข้าพเจ้าชื่อสุชาดา เป็นเด็กปากคลองบางกอกน้อย บ้านอยู่ในซอยวัดดุสิดารามวรวิหาร เกิดที่โรงพยาบาลศิริราช จริง ๆ แล้วข้าพเจ้าเกือบจะไม่มีโอกาสลืมตาดูโลก เพราะคุณแม่เล่าว่า เมื่อตอนที่ท้องแก่ขณะจะนั่งเรือข้ามฟากไปตลาดศาลาน้ำร้อน (สมัยก่อนอยู่บริเวณสถานีรถไฟธนบุรี) เกิดลื่นล้มบนโป๊ะที่ท่าเรือ ทำให้ข้าพเจ้าหยุดดิ้นไปเป็นวัน ๆ จนแม่เป็นกังวล ในที่สุดต้องไปให้หมอตรวจ คุณหมอนวดท้องไปมาเรื่อย ๆ สักพัก ข้าพเจ้าก็กลับมาดิ้นเป็นปกติเหมือนเดิม นี่คงด้วยเพราะบุญเก่ายังมีอยู่มาก จึงทำให้ข้าพเจ้าได้เกิดมา และได้มีโอกาสพบธรรมแท้แม้จะในวัย 40 ต้น ๆ แล้วก็ตาม

ชีวิตวัยเด็กนั้นเติบโตมาในครอบครัวใหญ่ มีคุณปู่คุณย่าเป็นเสาหลักของบ้าน ซึ่งมีลูกหลานหลายคน สมัยนั้นจะมีบ้านปู่กับย่าเป็นบ้านหลัก แล้วรายล้อมด้วยบ้านลูก ๆ ที่ปลูกในบริเวณรั้วเดียวกัน ข้าพเจ้าจึงโตมาพร้อมกับพี่ ๆ น้อง ๆ มากมาย และมีลูกพี่ลูกน้องที่สนิทกันมากคนหนึ่งเพราะเกิดปีเดียวกัน เล่นและเรียนด้วยกันมาตลอด ข้าพเจ้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนมุสลิม ตั้งแต่อนุบาลจนจบประถม 6 เพราะอยู่ในซอยบ้าน ระยะทางเดินจากบ้านไปโรงเรียนประมาณ 200 เมตร ชุมชนที่ข้าพเจ้าอาศัยตั้งอยู่ติดกับชุมชนมุสลิม และอยู่ร่วมกันมานานมากตั้งแต่สมัยคุณทวด ทุกวันจะได้ฟังเสียงละหมาดจากมัสยิดดังไปทั่วบริเวณวันละหลายเวลา ที่โรงเรียนตอนพักกลางวันเพื่อน ๆ ชาวมุสลิมต้องเข้าห้องละหมาด พวกเราเป็นเด็กชาวพุทธที่มีอยู่ไม่กี่คนก็จะนั่งเล่นกันเพื่อรอเพื่อนละหมาดเสร็จ แต่ถึงแม้บ้านจะอยู่ใกล้มัสยิดแค่ไหน ครอบครัวข้าพเจ้าก็เข้าวัดทำบุญกันเป็นประจำไม่ได้ขาด

ตั้งแต่จำความได้ ข้าพเจ้าเป็นคนเรียบร้อย หัวอ่อน และเชื่อฟังผู้ใหญ่มาก ในบรรดาลูกหลานปู่ย่าทั้งหมด จะมีข้าพเจ้าคนเดียวที่อยู่ใกล้ชิดและคอยดูแลปู่กับย่า คุณปู่นั้นเป็นอัมพฤกษ์ เดินไม่ได้ต้องคอยถัดตัวเวลาไปไหนมาไหน มือก็ใช้งานได้อยู่ข้างเดียว ทำให้ต้องนอนที่พื้นข้างล่าง โดยมีข้าวของเครื่องใช้อยู่รอบตัวเต็มไปหมด ข้าพเจ้าก็จะคอยหยิบจับส่งของให้ ปู่มักจะชอบให้ไปซื้อไอศกรีมที่ร้านใกล้ ๆ บ้านมาป้อนให้รับประทาน ซึ่งในบรรดาหลาน ๆ ทั้งหลายส่วนใหญ่มักจะหนีกัน ไม่อยากให้ปู่ (หรือตา) ของตัวเองเห็น เพราะไม่อยากถูกใช้ แต่ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกอย่างนั้นเลย และจะคอยดูแล นั่งคุยหรืออยู่ใกล้ ๆ ปู่ เมื่อปู่ทำสิ่งใดข้าพเจ้าก็มักจะทำด้วย และหนึ่งสิ่งนั้นคือ การช่วยตีแมลงวันรอบ ๆ บริเวณที่ปู่อยู่ โดยใช้ไม้ตีแมลงวันที่ปู่ประดิษฐ์เอง ซึ่งตอนนั้นข้าพเจ้าไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำเป็นบาป ทำเพราะเห็นผู้ใหญ่ทำ (ไม่แน่ใจว่าด้วยเหตุนี้รึเปล่า ที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องถูกรถเฉี่ยวจนกระดูกไหปลาร้าหักตอนอยู่ ม.1 และต้องผ่าตัดเพราะเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วตอนอยู่ ม.5)

ข้าพเจ้าใกล้ชิดคุณย่ามาก ทุกคืนจะสวดมนต์ไหว้พระกับย่าเสมอ และจะต้องนวดให้ย่าเป็นประจำ บางวันก็ไปนอนกับย่าด้วย และหน้าที่หลักที่ต้องทำเป็นประจำคือ การเทกระโถนให้ปู่กับย่า ซึ่งก็ไม่ค่อยมีหลานคนไหนอยากจะทำ เมื่อนึกย้อนกลับไปรู้สึกดีใจและภูมิใจในตัวเองที่ได้มีโอกาสตอบแทนพระคุณปู่กับย่าตั้งแต่เล็ก อีกทั้งได้มีโอกาสทำบุญตักบาตรเป็นประจำ เพราะจะมีพระมาบิณฑบาตที่หน้าบ้านทุกวัน และย่าก็จะให้มาตักบาตรด้วยกันเสมอ

แต่ชีวิตครอบครัวข้าพเจ้าไม่ได้อบอุ่นเหมือนพี่น้องคนอื่น ๆ เพราะคุณพ่อมีครอบครัวใหม่และมีลูกคนใหม่ แม้จะยังเด็กมากด้วยวัยเพียง 4 ขวบ แต่ก็รู้ว่าในครอบครัวมีปัญหา มีความหม่นหมองเกิดขึ้นภายในบ้าน คุณแม่ไปบวชชีพราหมณ์หลายครั้ง จึงต้องอยู่กับพี่ชาย พี่สาว และพี่เลี้ยงซึ่งเป็นคนที่มาช่วยแม่ขายของและทำงานที่บ้าน ในตอนนั้น บางครั้งข้าพเจ้าถามตัวเองว่าทำไมเราถึงต้องเกิดมาเป็นคนคนนี้ ต้องมีความรู้สึกนึกคิดแบบนี้ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก ยังคงใช้ชีวิตราบเรียบธรรมดา อาจมีขลุกขลักบ้างในบางช่วงของชีวิต และมีเพียงจิตสำนึกที่ดีเท่านั้นที่บอกตัวเองว่า เราจะไม่ทำตัวเหลวไหล เราจะเป็นคนดี

ข้าพเจ้าเป็นคนที่เรียนปานกลางมาตลอด พอเอาตัวรอดได้ ไม่ได้เรียนเก่งเหมือนพี่น้องคนอื่น ๆ แต่เพราะคุณพ่อเป็นคนให้ความสำคัญกับเรื่องเรียนของลูกมาก ช่วงใกล้สอบเข้ามหาวิทยาลัยจึงให้ข้าพเจ้าไปเรียนพิเศษเพิ่มเติม ผลคือสอบติดคณะท็อปฮิตที่สุดในมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าของประเทศในขณะนั้น นับเป็นความภูมิใจของครอบครัวมาก แต่แม้จะได้เข้าเรียนในคณะที่เกี่ยวข้องกับความบันเทิงและกิจกรรมมากมาย ข้าพเจ้าก็ยังเป็นคนที่ไม่ค่อยทำกิจกรรมนัก เรียนเสร็จก็กลับบ้าน มีเพื่อนไม่ค่อยเยอะ คงเป็นเพราะนิสัยส่วนตัวที่ไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใคร เมื่อเรียนจบก็ได้ทำงานบริษัทเอกชน ซึ่งไม่ได้ตรงกับสาขาที่เรียนมาเลย หลังจากแต่งงานและมีลูก ข้าพเจ้าลาออกจากงานเพื่อมาเลี้ยงลูกเอง ซึ่งในช่วงเวลานั้นสามีทำงานรับราชการอยู่คนเดียว ทำให้รู้สึกขอบคุณสามีมากที่ให้โอกาสเราได้ดูแลลูกเอง เพราะลูกเติบโตมาเป็นเด็กที่ดี น่ารัก มีจิตใจที่ดี และตั้งใจเรียนหนังสือมาก

วันที่ได้พบธรรมจากท่านอาจารย์ 15 เมษายน 2559 วันนั้นครอบครัวตั้งใจไปกราบองค์หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต ที่ปากเกร็ด ข้าพเจ้าดีใจมากที่ได้พบองค์ท่านจริง ๆ เป็นครั้งแรก เคยตั้งใจไปกราบท่านหลายครั้ง แต่ท่านอาพาธอยู่ที่โรงพยาบาลตลอด (ปัจจุบันท่านได้ละสังขารแล้ว) หลังจากนั้นก็ไปทำบุญไหว้พระอีกหลายที่ จนใกล้เวลาเย็น จึงชวนลูกและสามีไปเดินมาบุญครองก่อนกลับบ้าน แต่ด้วยความที่ลูกเป็นเด็กชอบอ่านหนังสือ เขาจึงขออ่านหนังสือรออยู่ที่ร้านนายอินทร์ ให้พ่อแม่แยกย้ายไปเดินเล่น เมื่อใกล้จะกลับ ขณะไปรับลูกที่ร้านหนังสือ ก่อนออกจากร้านสายตาก็ไปสะดุดกับหนังสือขายดีเล่มหนึ่งชื่อ “ฆราวาสบรรลุธรรม” ข้าพเจ้าพุ่งตรงไปหยิบมาอ่านปกหลังทันที เพียงชั่วอึดใจก็หยิบหนังสือไปจ่ายเงินแล้วกลับบ้านเลย ทุกคนยังงงว่าทำไมข้าพเจ้าซื้อหนังสือได้เร็วขนาดนี้ คืนนั้นก่อนเข้านอน ข้าพเจ้าเปิดหนังสืออ่าน แล้วความรู้สึกต่าง ๆ ก็ถาโถมมามากมาย

นี่คือสิ่งที่รอคอยมานานมาก ธรรมแท้ที่ไม่เคยอ่านจากที่ไหนแล้วทำให้เข้าใจแจ่มแจ้งอย่างนี้มาก่อน

ปกติข้าพเจ้าเป็นคนชอบอ่านหนังสือธรรมะมาก มีหนังสือของพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลายท่านที่ได้อ่าน แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะเข้าถึงได้ เพราะส่วนใหญ่ท่านจะเป็นพระป่าปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ซึ่งคิดมาตลอดว่าตนเองคงไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เรื่องที่จะหลุดพ้นได้นั้นไม่ต้องหวังเลย เพราะมีครอบครัวและอยู่ในเมืองหลวง ไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน แต่นี่อะไรกัน ท่านอาจารย์เขียนบอกในหนังสือว่า ฆราวาสที่ถือศีลเพียง 5 ข้อ และอยู่ในเมือง อยู่ในบ้านก็สามารถบรรลุธรรมได้ จิตข้าพเจ้าตื่นตะลึงมาก เหมือนชีวิตนี้พบแสงสว่าง พบทางออกแล้ว ข้าพเจ้าใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก็อ่านหนังสือของท่านอาจารย์เล่มแรกจบ

จากนั้นก็เข้าไปค้นหาคำสอนของท่านอาจารย์ในกูเกิลเพื่ออ่านย้อนหลังอีกมากมาย รวมทั้งไปหาซื้อหนังสือที่ท่านอาจารย์เขียนเก็บไว้ทุกเล่ม เท่าที่จะหาได้ในเวลานั้น และตามไปฟังท่านอาจารย์บรรยายธรรมที่การบินไทย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้พบและได้กราบท่านอาจารย์ ยังจำได้ว่ามีรูปข้าพเจ้าขณะที่กำลังกราบท่านอาจารย์อยู่ในเพจนิตยสารข้ามห้วงมหรรณพด้วย นับเป็นความปลาบปลื้มใจมาก และในที่สุดก็ได้สมัครเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐานในเดือนกันยายน 2559 ปีเดียวกับที่ได้ไปกราบท่านอาจารย์นั่นเอง

ผ่านมาถึงวันนี้ ครบ 3 ปีที่ข้าพเจ้าเป็นศิษย์ท่านอาจารย์ กับอีก 5 คอร์สปฏิบัติ ด้วยอุปนิสัยที่ชอบทำงานจิตอาสาอยู่แล้ว อีกทั้งเป็นแม่บ้านที่มีเวลามากกว่าคนอื่น ๆ รวมทั้งลูกชายคนเดียวก็โตขึ้นมากและดูแลตัวเองได้พอสมควร ทำให้ข้าพเจ้ามีโอกาสเป็นจิตอาสาทำงานให้แก่สายธรรมเสมอ ได้พบกับกัลยาณมิตรที่น่ารักมากมาย ที่มอบความเมตตาและโอกาสให้ได้ทำความดีงามมาตลอด

ข้าพเจ้าภูมิใจที่ตัวเองมีส่วนทำให้คู่ชีวิตและลูกชายเดินอยู่ในเส้นทางแห่งธรรมสายเดียวกัน โดยคู่ชีวิตเข้ามาเป็นศิษย์ท่านอาจารย์เมื่อเดือนมิถุนายน 2560 และลูกชายเข้าคอร์สธรรมะแคมป์ในปลายปีเดียวกัน

ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตหลังจากข้าพเจ้าและครอบครัวได้เข้ามาสู่สายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐาน คือ มีความหนักแน่นในการรักษาศีลมาก จากที่เมื่อก่อนคิดว่าตนเองเป็นคนดี ไปทำบุญถวายสังฆทานที่วัดกันเป็นประจำ และทำบุญตามกาลเหมือนคนทั่วไป แต่สิ่งที่ยังไม่ตระหนักเลยคือการรักษาศีลให้เป็นปกติ เพราะจิตยังเข้าไม่ถึงธรรม และยังขลุกอยู่กับนันทิมากมาย ซึ่งก็เป็นเรื่องโลก ๆ ที่ใคร ๆ เขาก็ทำกัน ดูหนังดูละคร ฟังเพลงร้องเพลง หาโปรแกรมกินเที่ยว บันเทิงเริงใจอยู่ทุกวี่วัน คิด ๆ แล้วก็น่าสังเวชใจในตนเอง กิเลสเขาช่างแยบคายนัก ทำให้ต้องเฝ้าปรนเปรอคอยหาความสุขใส่ตนเอง และในที่สุดก็ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก แต่ก็ไม่เคยตระหนักรู้ใด ๆ เลย

จนกระทั่งได้พบธรรมจากท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ที่บ้านเงียบสงบขึ้นเยอะ มีเวลาในครอบครัวให้กันมากขึ้น และแบ่งเวลาภาวนาทุกวัน อีกทั้งชักชวนกันมาเป็นจิตอาสาช่วยงานของสายธรรมในส่วนที่แต่ละคนถนัดเสมอ ญาติพี่น้องรอบตัวจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในครอบครัวข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก แม้เมื่อก่อนเขาอาจจะคิดว่าก็ดีอยู่แล้ว แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนเห็นและสัมผัสได้ถึงความหนักแน่นในการรักษาศีล หลาย ๆ ครั้งครอบครัวข้าพเจ้าจะเป็นที่ปรึกษาสำคัญให้กับญาติพี่น้องเพื่อนฝูง เพราะใช้หลักธรรมมาช่วยแนะนำและหาทางออกที่เหมาะสมให้แก่พวกเขาได้

นอกจากความหนักแน่นในการรักษาศีลแล้ว ข้าพเจ้ายังรู้สึกได้ถึงจิตสำนึกในความกตัญญูของตนที่เกิดขึ้นมากมายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะความรู้สึกอยากตอบแทนพระคุณท่านอาจารย์ อยากตอบแทนพระคุณบิดามารดา ถึงขนาดกล่าวกับคุณพ่อและคุณแม่เลยว่า ชาตินี้จะขอทำหน้าที่ลูกให้ดีที่สุด สิ่งใดที่จะทำให้ท่านทั้งสองมีความสุขสบายทั้งกายและใจข้าพเจ้าจะทำ จะขอตอบแทนพระคุณในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เพราะไม่อยากรู้สึกเสียใจและเสียดายโอกาสว่า ทำไมตอนที่ท่านยังอยู่ไม่ตอบแทนให้ดีที่สุด

ข้าพเจ้าตระหนักและสำนึกในพระคุณของท่านอาจารย์อย่างที่สุด สิ่งใดที่จะทำเพื่อตอบแทนพระคุณท่านได้ข้าพเจ้าจะไม่ลังเล ดังนั้น การเข้ามาเป็นจิตอาสาช่วยงานในสายธรรมในหลายวาระ หลายโอกาสอันจำได้ไม่หมด นั่นเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้ายินดีและเต็มใจทำอย่างยิ่ง แม้จะเป็นกำลังอันน้อยนิด แต่สิ่งนี้คือความภูมิใจที่ยิ่งใหญ่ที่ได้ตอบแทนพระคุณท่านอาจารย์ผู้ให้ชีวิตใหม่ทางธรรม ข้าพเจ้าไม่เคยลืมคำสอนของท่านที่ว่า “รู้ชัด กตัญญู อุเบกขา” คำสอนนี้จะอยู่ในใจของข้าพเจ้าตลอดไป

ข้าพเจ้าเชื่อมั่นเหลือเกินว่า การได้พบหนังสือของท่านอาจารย์ในครั้งแรกนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ต้องเกิดจากบุญวาสนาที่ได้เคยกระทำไว้ดีแล้วในอดีตอย่างแน่นอน เพราะธรรมจากท่านอาจารย์ทำให้ศิษย์คนนี้มีชีวิตเหมือนเกิดใหม่อีกครั้ง ข้าพเจ้าจึงเชื่อมั่นและศรัทธาในปฏิปทาและคำสอนสั่งของท่านอาจารย์มาโดยตลอด และจะขอเดินอยู่บนเส้นทางนี้ โดยมีความกตัญญูเป็นหลักแนบแน่นในจิตใจ จะเพียรภาวนาเป็นหน้าที่ เพื่อพาตนให้พ้นไปจากวงจรแห่งวัฏสงสารให้ได้ในที่สุด

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมกราบสักการบูชาในพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ น้อมกราบในพระมหาเมตตาของคุณพระศรีรัตนตรัย พ่อแม่ครูอาจารย์ทุกภพชาติ พระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ด้วยเศียรเกล้า และน้อมกราบในความเมตตาของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.