ประสบการณ์ภาวนาคุณดรุณี

ข้าพเจ้าชื่อดรุณี เกิดที่กรุงเทพมหานคร แต่บุพการีมีพื้นเพอยู่ที่นครสวรรค์ พ่อและแม่แยกทางกันตั้งแต่เกิด แม่จึงต้องฝากข้าพเจ้าไว้กับยายและป้าหลังจากคลอดข้าพเจ้า เพื่อเดินทางมาทำงานในกรุงเทพฯ เมื่อแรกเกิดข้าพเจ้ามีอาการชัก ถ้าโดนขัดใจหรือร้องไห้นาน ๆ ยายและป้าจึงรักและเมตตามาก ดังนั้นไม่ว่าใครก็ห้ามดุหรือตี ท่านจะปกป้องเต็มที่ แม้จะได้รับความรักความเมตตามาก ก็ยังได้รับการอบรมสั่งสอนให้รู้จักนอบน้อม และสอนให้ช่วยงานเพื่อให้ผู้ใหญ่เมตตา โดยไม่ได้ให้ท้ายตามใจแต่อย่างใด

ยายและป้าประกอบอาชีพค้าขาย ชีวิตวัยเด็กนั้น มีท่านทั้งสองดูแลจนเติบโต จึงไม่รู้สึกขาดแคลนความรักแต่อย่างใด กระทั่งยายและป้าย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ส่วนข้าพเจ้าเริ่มเรียนชั้นประถม เมื่อยายเสียชีวิต เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ขณะนั้นข้าพเจ้าเรียนอยู่มัธยมต้น ต่อมาป้าก็ล้มป่วยไม่แข็งแรงนักและจากไปอีกคน ข้าพเจ้าจึงต้องย้ายไปอยู่กับแม่ ซึ่งชีวิตช่วงนี้ไม่ราบรื่นนัก

ในระหว่างเรียนชั้นมัธยมปลาย ข้าพเจ้าสมัครเรียน กศน. เพื่อสอบเทียบวุฒิ ม.6 และได้สมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมกับขออนุญาตแม่ทำงานหารายได้ระหว่างเรียน ซึ่งได้ทำงานเป็นพนักงานพาร์ตไทม์ที่ร้านฟาสต์ฟู้ดแห่งหนึ่งจนกระทั่งเรียนจบ และได้พบกับคู่ชีวิต เราช่วยกันเรียนพร้อมกับทำงาน ภายหลังได้แต่งงานและมีบุตรด้วยกัน 3 คน

ในช่วงแรกหลังจากเรียนจบ ได้ทำงานที่บริษัทรับจ้างขนส่งสินค้าแห่งหนึ่ง แม้จะทำงานกันทั้งสองคนแต่รายได้ไม่พอใช้จ่าย เพราะต่างใช้ชีวิตตามกระแสโลก ศีล 5 รักษาไม่ได้ คู่ชีวิตชอบดื่ม เมื่อมีปัญหาก็เถียงทะเลาะกัน ส่วนข้าพเจ้านั้นเป็นคนเจ้าอารมณ์ มักโกรธและเป็นฝ่ายต่อว่าชวนทะเลาะ ด้วยพื้นฐานของตัวเอง จึงมักเรียกร้อง ต้องการให้อีกฝ่ายยอมตาม และเป็นบุญอย่างหนึ่งที่คู่ชีวิตมักยอมตามข้าพเจ้าเสมอ เมื่อตัดสินใจลงทุนแต่ผิดพลาดเกิดปัญหาด้านการเงิน เราทั้งคู่ต้องลาออกจากงานแล้วเริ่มอาชีพค้าขาย ล้มลุกคลุกคลานจนเวลาผ่านไป 3 ปี จึงเริ่มตั้งหลักได้

ระหว่างนี้เอง มีกัลยาณมิตรซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของสามีชวนไปทำบุญ ทำให้ข้าพเจ้าและสามีคลายความกังวลเกี่ยวกับการเงิน เริ่มสนใจร่วมบุญ แต่ก็ไม่ได้ศรัทธาจนอยากออกปฏิบัติธรรม และไม่เคยไปปฏิบัติธรรมที่ไหนจริงจัง เป็นเพียงร่วมสวดมนต์ข้ามปีและทำบุญให้ทาน อ่านหนังสือธรรมะและนั่งสมาธิเพียงนิดหน่อย ไม่เกิน 15 นาที

จนในวันหนึ่งของเดือนสิงหาคม 2560 ข้าพเจ้าเปิดเฟซบุ๊ก พบโฆษณาแนะนำหนังสือ “ฆราวาสบรรลุธรรม” ข้าพเจ้าสะดุดใจและรู้สึกอยากอ่านจึงบันทึกภาพเก็บไว้ แต่แล้วก็ลืม จนเวลาผ่านไปเกือบ 2 อาทิตย์ ภาพโฆษณาหนังสือนั้นก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ภาพสุภาพสตรีชุดขาวบนทะเลทราย สะดุดตาตรงผ้าคลุมไหล่สีแดง ทำให้จำได้ว่าสนใจหนังสือเล่มนี้อยู่ จึงไปซื้อหนังสือมาอ่านทั้งเล่ม 1 และเล่ม 2

เมื่อได้อ่านเพียงครึ่งเล่ม ข้าพเจ้าเกิดศรัทธาและปรารถนาจะเข้าคอร์สเพื่อเป็นศิษย์ เมื่อบอกกับสามี ซึ่งขณะนั้นยังไม่เข้าใจ ยังไม่ศรัทธา ได้แต่ตอบเลี่ยง ๆ ว่า เรามีภาระต้องดูแลลูกทั้ง 3 คน ถ้าหยุดไปปฏิบัติธรรมหลาย ๆ วัน คงวุ่นวาย ข้าพเจ้าไม่ละความพยายามเมื่อมีเวลาว่างจึงมักเล่าเรื่องเนื้อหาของหนังสือทั้งสองเล่มที่ได้อ่านจนจบ และเรื่องราวที่ได้อ่านในบล็อกของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล พร้อมอธิบายให้สามีฟังว่า ท่านอาจารย์เป็นฆราวาสผู้ปฏิบัติธรรมและทำงานเพื่อพระพุทธศาสนา คำสอนของท่านชัดเจน ตอบทุกข้อสงสัยของข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าเกิดศรัทธาอยากปฏิบัติตามคำสอนและเริ่มรักษาศีล 5 อย่างจริงจัง

ระหว่างนั้นสามีที่ตั้งใจงดดื่มสุราในช่วงเข้าพรรษา เริ่มสนใจสอบถามและเริ่มกลัวผลของการผิดศีล พร้อมทั้งกล่าวว่าท่านอาจารย์แม้เป็นผู้หญิง แต่ได้อุทิศตนสั่งสอนธรรมะและสละทรัพย์เพื่อผู้อื่น ทำให้เขารู้สึกศรัทธา จนเห็นด้วยกับการออกปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้า และเริ่มรักษาศีล 5 อย่างจริงจังพร้อมกันนั้นก็ยืนยันกับข้าพเจ้าว่าจะเลิกดื่ม

เราทั้งคู่สมัครเข้าคอร์สอานาปานสติ สามีได้เข้าคอร์สก่อน เราต้องสลับกันไปเพื่อสลับกันดูแลลูก ๆ สามคน ผลคือ ปัจจุบันสามีเลิกดื่มได้เด็ดขาด และเราได้เป็นศิษย์เตโชวิปัสสนากรรมฐานทั้งสองคน ซึ่งนับเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชีวิต ที่เริ่มออกปฏิบัติธรรม รักษาศีลอย่างจริงจังและนี่คือชีวิตฆราวาสที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ข้าพเจ้าได้เป็นศิษย์เตโชวิปัสสนา คอร์สแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 คอร์สที่ 2 เดือนกันยายน 2561 และคอร์สที่ 3 เมื่อวันที่ 24-30 มิถุนายน 2562

ที่มาของประสบการณ์ภาวนาครั้งนี้ คือ คำว่า “รัตนะในมือ” ซึ่งข้าพเจ้าได้ยินและรับทราบถึงความหมายเมื่อได้เข้าสู่สายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ด้วยไม่เคยปฏิบัติในสายใดมาก่อน แม้กระนั้นก็เป็นเพียงการรับทราบความหมาย การเข้าคอร์สปฏิบัติครั้งนี้ คำว่า “รัตนะในมือ” กลายเป็นคำที่มีความหมายและประจักษ์แจ้งแก่จิต

การปฏิบัติ 2 วันแรกนั้นเป็นไปโดยปกติ จนในวันพุธที่ท่านอาจารย์เดินทางมาสอนในคอร์ส ด้วยจิตจดจ่อ ความปีติที่จะได้พบท่านอาจารย์ที่ข้าพเจ้ารอคอยทำให้เกิดกำลังใจเป็นอย่างมากในการปฏิบัติ เมื่อได้ฟังคำเทศน์สอนจากท่านอาจารย์แล้วก่อให้เกิดกำลังใจและมีพลังในการภาวนา จิตตั้งมั่นและอดทนต่อเวทนาได้

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในเช้าวันพฤหัสบดี เมื่อเพลงไตรสรณคมน์ก้องกังวานขึ้น เป็นสัญญาณว่าใกล้เวลาถอนภาวนาและต้องลงไปเดินจงกรมในรอบเช้า แต่กลับรู้สึกว่า “ยังไม่อยากถอนภาวนา” ขณะนั้นเอง ได้เห็นดวงแก้วสว่างไสวกลางฝ่ามือ จิตแจ้งว่า “นี่ไงรัตนะในมือ” คำสอนของท่านอาจารย์นั้นไม่เกินจริงแต่อย่างใด เปรียบได้ตรงตัวจากสมมติสัจจะนี้ แปลงเป็นความหมายแห่งปัจจัตตังอย่างชัดเจนที่สุด ในอริยทรัพย์อันล้ำค่าที่พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านมอบให้มาด้วยความเมตตา

เมื่อใดที่เริ่มภาวนา ยกจิตของตนเพียรขัดเกลากิเลสนั้น คือการสั่งสมอริยทรัพย์ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ซื้อขายไม่ได้ เป็นอย่างนี้เองหนอ ที่ท่านสอนสั่ง การเกิดขึ้นของสมมติสัจจะนี้ คงต้องการให้ข้าพเจ้าเห็นคุณค่าของ “รัตนะในมือ” ที่ได้รับมาแล้ว เมื่อเห็นคุณค่า ก็ต้องรักษา บำรุง ทำให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป หากไม่เห็นคุณค่า ไม่ขัดเกลาชำระกิเลส ปล่อยให้รัตนะที่ได้มาหม่นหมองหรือทิ้งขว้างไป กำลังของพ่อแม่ครูอาจารย์ย่อมสูญเปล่า นั่นคือสิ่งที่ข้าพเจ้ากราบเรียนกับท่านอาจารย์ในช่วงเวลาสอบอารมณ์ ท่านอาจารย์เมตตาตอบว่าให้ปฏิบัติต่อไป

ระหว่างการเดินจงกรม ท่านอาจารย์ย้ำเตือนว่า สติ เป็นสิ่งสำคัญที่จะเอื้อให้เกิดกำลังในการภาวนา ข้าพเจ้าก็พยายามตั้งสติ แต่พบว่าระหว่างการเดินจงกรม จิตมักจะไหลไปกับกระแสความคิด เมื่อหยุดเดินและลองปล่อยจิตให้คิด พอถึงตอนนี้กลับไม่อยากคิดอะไร จึงลองปรับใหม่ ท่านอาจารย์สอนว่า “ให้ทำทีละอย่าง” ข้าพเจ้ากำหนดในใจว่าเมื่อเดินก็หยุดคิด เมื่อจะคิดก็หยุดเดินข้าพเจ้าพบว่าได้ผลกับตัวเอง ระหว่างที่หยุดเดินและทอดสายตาไปสู่ภูเขาเบื้องหลังธรรมสถานอันมั่นคง ขณะที่ไม่ได้คิดถึงสิ่งใด บทเพลงท่อนหนึ่งก็ผุดขึ้นว่า “จะไปทางไหนดี ๆ จะมีใครชี้ทาง” เพียงเท่านั้น คำตอบก็ผุดขึ้นในใจข้าพเจ้าทันทีว่า ทางนี้นี่แหละที่จะตั้งใจเดินต่อไปโดยไม่ลังเล สงสัยใด ๆ เหมือนความมั่นใจนี้ส่งผลให้จิตใจโปร่ง เบา ข้าพเจ้าปีติกับคำตอบที่ชัดเจนจนน้ำตาอาบแก้ม

การภาวนาในรอบบ่ายที่เรือนโพธิ์นั้น ข้าพเจ้ามีกำลังในการภาวนา มีกำลังใจมาก และมีสภาวธรรมเห็นเป็นหญิงชาย ยืนแออัดที่ช่องประตูเล็ก ๆ ช่องหนึ่งในลักษณะกำลังพยายามหนี จิตแจ้งว่าชำระต่อไป จากนั้นได้เรียนกับท่านอาจารย์ถึงสภาวะดังกล่าวในช่วงของการสอบอารมณ์ วันถัดมาท่านอาจารย์ดูอ่อนกำลังอย่างเห็นได้ชัด ในความรู้สึกของข้าพเจ้านั้นคงเหมือนศิษย์ทุกคนที่รับรู้ได้ถึงสภาวการณ์นี้

เมื่อถึงวันเสาร์ วันที่ได้มีเวลาอยู่ต่อหน้าท่านอาจารย์ก่อนที่ท่านจะกลับ เป็นวันครบรอบ 2 ปีของเหตุการณ์สำคัญยิ่งของสายธรรม ข้าพเจ้าศิษย์ผู้มาใหม่มิได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์นั้น แต่ก็รู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก เมื่อท่านอาจารย์กล่าวถึงเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในวันข้างหน้า บรรยากาศนั้นอบอวลไปด้วยความสะเทือนใจ แต่ท่านอาจารย์กล่าวเป็นแนวทางว่า หากเราร่วมกันเข้มแข็ง หนักแน่น มั่นคง รักษากำลังการภาวนา กำลังนั้นย่อมเกื้อกูลท่าน

ข้าพเจ้าซาบซึ้ง น้อมสำนึกในความเมตตาของท่านอาจารย์และพ่อแม่ครูอาจารย์ยิ่งกว่าทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมา ความเมตตาในลักษณะนี้ ข้าพเจ้าจะหาได้จากที่ไหนหนอที่มากมายไม่มีประมาณ สอนสั่งชี้ทางให้ทุกอย่างถึงเพียงนี้ เรามีวันนี้ได้เพราะใคร? วันที่ความมืดบอดจางคลาย วันที่เห็นทุกข์ วันที่ตั้งความปรารถนาถึงทางหลุดพ้น วันที่ได้นอบน้อมนำพระคุณแห่งองค์พระบรมศาสดา พ่อแม่ครูอาจารย์และบุพการีมาเป็นหลักใจ เพราะที่ผ่านมาทั้งชีวิตไม่เคยมองเห็น ท้ายที่สุดของการภาวนาก่อนปิดคอร์ส จิตแจ้งว่า “อย่าเป็นคนอกตัญญู” อย่าให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้าเลย เพราะจากเหตุการณ์ที่รับทราบมานั้นมากเกินพอ “อย่าให้ท่านต้องเจ็บช้ำน้ำใจอีกเลย”

ไม่ว่าการภาวนาจะเกิดสภาวธรรมใด ๆ ก็ไม่สำคัญเท่ากับการเกิดปัตจัตตังตามคำสอนของท่านอาจารย์ที่ว่า รัตนะในมือนั้นสูงค่า อย่าได้ปล่อยให้หลุดมือหรือขว้างทิ้งโดยไม่เห็นคุณค่า เพื่อสอนจิตตนเองว่า “อย่าเป็นคนอกตัญญู”

จากการได้เห็นศิษย์พี่ศิษย์น้องหลายท่านสละตนทำงานถวายท่านอาจารย์นั้น ในตอนแรกรู้สึก ทึ่งในความทุ่มเท และคิดว่าเขาเหล่านั้น คงมีความพร้อมทั้งฐานะและเวลา มาบัดนี้ ข้าพเจ้าเข้าใจและตระหนักแล้วว่า เป็นเพราะทุกท่านรักเคารพ และปรารถนาจะตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณพระบรมศาสดา ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ครูอาจารย์ และท่านอาจารย์ ศิษย์ผู้อุทิศตนทุกท่านล้วนเป็นแบบอย่างของความกตัญญู เป็นบ่อเกิดแห่งความดีงามอย่างแท้จริง

เมื่อจบคอร์สและได้กลับสู่การทำหน้าที่ของฆราวาส ข้าพเจ้าจัดสรรเวลาภาวนา วันละ 1 ครั้งต่อเนื่อง 2 ชั่วโมง 30 นาที หลังจากดูแลให้ลูก ๆ เข้านอน ด้วยใจจดจ่อรอคอยการทำหน้าที่ของจิต แม้จะเหนื่อยกับภาระทางโลก แต่สิ่งที่คอยย้ำเตือนถึงหน้าที่และความปรารถนาที่ตั้งไว้ ไม่ให้ท้อถอย คือคำว่า “รัตนะในมือ” ที่ข้าพเจ้าต้องระลึกถึงคุณค่าอย่างยิ่ง จากปัจจัตตังที่เกิดขึ้นกับตนแล้ว การติดตามคำสอนของท่านอาจารย์ ประสบการณ์ภาวนาของเหล่าศิษย์ ซึ่งมักมาได้ทันเหตุทันเวลา เป็นกำลังใจที่ดีเป็นอย่างยิ่ง ดังถ้อยคำของท่านอาจารย์เรื่อง “แรงกว่าที่คิด” ตอนหนึ่งกล่าวว่า

“We never actually are alone.”

เราไม่เคยอยู่อย่างเดียวดายจริง ๆ เลย เมื่อใดที่รู้สึกว่าหมดกำลังใจ กัลยาณมิตรและอาจารย์พร้อมให้กำลังใจให้เสมอ เราก็มีกันอยู่แค่นี้ จะมีใครที่มีจิตมุ่งมั่นหนักแน่นในนิพพาน เมื่อใดที่รู้สึกว่า ไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีกำลังใจ ให้น้อมจิตระลึกถึงพระบรมศาสดา ประหนึ่งว่ากำลังนั่งกราบพระองค์อยู่ที่เบื้องหน้าต้นพระศรีมหาโพธิ์ จิตที่เปี่ยมด้วยศรัทธาคงมั่น จะสัมผัสกระแสกำลังใจจากพระองค์ได้”

ทุกครั้งเมื่อหลับตาภาวนา นอกจากเป็นหน้าที่ของการชำระดวงจิต เพื่อไปถึงความปรารถนาที่ตั้งไว้ ข้าพเจ้าจะน้อมระลึกถึงพระคุณของท่านอาจารย์และหมายใจว่า การภาวนาอันเป็นหน้าที่ที่เพียรปฏิบัตินี้ ขอให้ส่งผลถึงท่านอาจารย์ เป็นกำลังส่งคืนสู่ท่าน เพื่อความดำรงอยู่ของท่านอาจารย์นั้นสำคัญยิ่ง เพื่อการยังพระพุทธศาสนา เพื่อปกป้องพระบรมศาสดา และเพื่อเหล่าผู้มีวาสนาทั้งปวง ขอพลังแห่งความกตัญญูของเหล่าศิษย์ทุกท่าน น้อมส่งเป็นกำลังเพื่อเพิ่มพูนพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ขอเราเหล่าศิษย์ร่วมกันรักษาและเห็นคุณค่าแห่งรัตนะในมือให้มั่นคง เพื่อท่านอาจารย์ เพื่อแม่ที่เรารักเคารพ เทิดทูนสุดหัวใจ

ขอนอบน้อมกราบองค์พระบรมศาสดาด้วยเศียรเกล้า น้อมกราบพระอาจารย์ใหญ่ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล พ่อแม่ครูอาจารย์ทุกภพทุกสมัยด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง

2 thoughts on “รัตนะในมือ

  1. เป็นประสบการณ์ที่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าธรรมของพระพุทธเจ้าเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ด้วยการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ด้วยความเมตตาสอนสั่งจากพ่อแม่ครูอาจารย์ ขอน้อมอนุโมทนาด้วยค่ะ

    ถูกใจ

  2. ขอเป็นกำลังใจให้กันและกันในการเดินทางสู่มรรคาแห่งพระนิพพานนะคะ จะขอเป็นเพื่อนร่วมทางที่หนักแน่น ศรัทธาและเพียรเติมเต็มบารมี จนกว่าจะถึงจุดหมายค่ะ ขออนุโมทนาบุญในประสบการณ์ธรรมนี้ค่ะ

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.