ประสบการณ์ภาวนา คุณฮาโน

ข้าพเจ้ามักจะสงสัยในเรื่องนี้ และเคยถามหลาย ๆ คนที่ภาวนาจนจิตก้าวหน้าว่า .. ทำได้อย่างไร
ดูเหมือนว่าไม่มีใครจะมีแนวทางหรือการอธิบายที่ชัดเจนว่าทำอย่างไร หรือว่ามันเป็นความลับที่ต้องปกปิดไว้ไม่ให้ผู้อื่นรู้ จนกระทั่งวินาทีนั้นเกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งในขณะนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้คาดหวังและก็ไม่คาดคิดว่าสภาวะดังกล่าวจะเกิดขึ้นแบบนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อมันเกิดขึ้น ข้าพเจ้าก็รู้

ในปีแรกของการปฏิบัติ ข้าพเจ้ามีความก้าวหน้าเร็วมากและมั่นใจว่าจะสามารถชำระกิเลสจนจิตสะอาดขึ้นอีกได้อย่างรวดเร็ว แต่แล้ววิบากกรรมในอดีตก็มาสนองผลทำให้ประสบความยากลำบากมาก ช่วงที่ผ่านมา ข้าพเจ้ามีปัญหาในการปฏิบัติมาก และในคอร์สที่ผ่านมา ข้าพเจ้าก็รู้ว่าการปฏิบัติได้ถอยกลับไปเหมือนกับตอนที่ฝึกวิปัสสนากรรมฐานในปีแรก ข้าพเจ้าจึงเริ่มรำลึกถึงคำสอนต่าง ๆ ในคอร์สแรก ๆ
“แล้วทำไมกรรมถึงสนองข้าพเจ้ารุนแรงอย่างนี้?”
วิบากกรรมยังคงส่งผลมาจนถึงวันนี้ และข้าพเจ้าตระหนักรู้ดีถึงหนี้กรรมที่เคยติดค้าง (อันเป็นผลกรรมจากการทำลายล้างด้วยจิตอันมืดบอดของข้าพเจ้าในอดีต) ด้วยความเมตตาและความช่วยเหลือจากท่านอาจารย์ รวมถึงการปฏิบัติภาวนาอย่างต่อเนื่อง การอุทิศส่วนกุศลและแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรที่ข้าพเจ้าเคยล่วงเกินมาในอดีต เหล่านี้ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกได้ว่ากรรมของข้าพเจ้าเบาบางลงและการปฏิบัติภาวนาก็มีการพัฒนาขึ้น
ข้าพเจ้าระลึกถึงคำสอนของท่านอาจารย์ที่ว่า “ปาฏิหาริย์สามารถเกิดได้ทุกเวลา…อย่าเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว”
และคำพูดของท่านอาจารย์ก็ถูกต้อง สิ่งที่จะทำให้เราถึงจุดหมายคือพระนิพพานได้นั้น คือการปฏิบัติทุกวินาทีด้วยจิตที่มั่นคงเหมือนนักรบในสงครามและไม่ยอมให้จิตหวั่นไหว อย่างไรก็ตามการพูดนั้นง่ายกว่าการกระทำมากนัก

สำหรับข้าพเจ้านั้น เปรียบเหมือนการรักษาลูกบอลที่อยู่บนยอดพีระมิด เมื่อไรก็ตามที่จิตของข้าพเจ้าขาดสติสัมปชัญญะความรู้ชัดและไม่มีสมาธิ ลูกบอลก็จะตกลง ซึ่งจิตก็ร่วงหล่นไปพร้อมกันด้วย นั่นหมายถึงการที่กิเลสสามารถชนะเราได้ในครั้งนี้หรืออาจจะชนะสงครามได้เลย
ระหว่างการปฏิบัติในคอร์สนั้น ข้าพเจ้ารู้ได้ชัดเจนมากว่ากิเลสรู้จุดอ่อนแอที่สุดของข้าพเจ้า และใช้จุดนี้เพื่อให้ข้าพเจ้าพลาดพลั้งและพ่ายแพ้ในสงครามที่ต่อสู้กับกิเลส
ในวันแรกที่มาเข้าคอร์สล่าสุดนี้ ข้าพเจ้ามาด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า วิตกกังวล และไม่เป็นตัวของตัวเอง ถึงขนาดมีช่วงหนึ่งที่คิดว่าตนเองจะควบคุมสติไม่ได้ เมื่ออยู่ในหอปฏิบัติ ในขณะที่ท่านอาจารย์กำลังกล่าวสอน ข้าพเจ้ารู้สึกกระวนกระวายและอึดอัดอย่างมากจนอยากจะเดินออกจากหอปฏิบัติหลายครั้ง ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากกิเลสที่รู้สึกกลัวและพยายามอย่างที่สุดที่จะทำให้ข้าพเจ้าออกจากการปฏิบัติ
สงครามที่ทำให้ข้าพเจ้าก้าวหน้าได้นั้น ยากมากจนอธิบายไม่ถูก
บ่อยครั้งที่การดำรงจิตให้เสถียรนั้นยากมาก… และบางคราวเมื่อยิ่งพยายามมากขึ้น ก็กลับกลายเป็นว่ายิ่งรู้สึกถดถอยหนักขึ้น และแล้วก็มีคำสอนจากปัญญาที่ผุดมาในจิตของข้าพเจ้าว่า
“ถ้าเธอปล่อยวางได้อย่างแท้จริง ทุกอย่างก็จะดีเอง”
จากคำสอนนั้นทำให้ข้าพเจ้าวางจิตอย่างมีความสมดุลและผ่อนคลายได้ เมื่อข้าพเจ้าปล่อยวางได้แล้วและมีสติสัมปชัญญะความรู้ชัด “มหาสติ” ก็เกิดขึ้น เป็นสภาวะของการตรึงอย่างแนบแน่นและนิ่งอย่างแท้จริง เมื่อจิตสามารถตรึงได้อย่างแนบแน่น อุเบกขาอย่างสมบูรณ์ก็เกิดขึ้น ทำให้กิเลสอ่อนแรงและถูกทำลายลง
แต่ความรู้สึก ความคิด หรือความกลัว (ของเรา แท้จริงคือของกิเลส) ก็สามารถที่จะดึงจิตให้กลับไปเป็นเหมือนลูกบอลบนยอดพีระมิด ซึ่งไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้และร่วงลงมา ข้าพเจ้าเห็นกิเลสมารส่งพลังงานมาในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งความคิด อารมณ์ความรู้สึก ความกลัว และความสงสัย ข้าพเจ้ารู้ว่าถ้าเผลอปล่อยให้จิตไปคลุกกับคลื่นความคิดและกระแสอารมณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นแม้เพียงนิด จิตข้าพเจ้าจะถูกดึงให้จมทันที เปรียบเหมือนลูกบอลที่วางอยู่บนยอดพีระมิด ที่ต้องพยายามรักษาให้สมดุล นิ่ง ไม่แกว่งไกว ไม่เช่นนั้นจะหล่นลงมาทันที
การมีสติสัมปชัญญะรู้ให้ชัดและหนักแน่นในอุเบกขา ไม่ให้จิตไปเกาะเกี่ยวกับอารมณ์และความคิดใดทั้งสิ้น ทำให้ข้าพเจ้าสามารถตั้งอยู่ในความนิ่งได้

“รู้แล้ววาง…” เสียงหนึ่งดังขึ้นมา และในขณะที่ข้าพเจ้ารับรู้แล้ววาง ข้าพเจ้าก็ได้เห็นกระแสพลังงานเหล่านั้น ที่ปรุงแต่งตัวมันเองให้เกิดเป็นความรู้สึกและความคิดที่พยายามครอบงำข้าพเจ้า ตกลงไปในความมืดที่ว่างเปล่า กระแสนั้นเป็นเหมือนกระแสไฟฟ้าสีส้มที่อยู่ในความมืดในอากาศซึ่งไม่สามารถเอื้อมไปจับหรือแตะต้องได้ และคอยทำให้ข้าพเจ้าตกใจในขณะที่อยู่ในสมาธิที่ลึก
ความคิด ความกลัว และอารมณ์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นกลายเป็นบททดสอบ เมื่อใดก็ตามที่จิตของท่านเผลอเข้าไปเกาะเกี่ยวกับกระแสพลังงานเหล่านั้น ท่านก็อาจจะล้มและกลายเป็นผู้แพ้สงครามไปได้ เหมือนเวลามีใครมาบอกท่านว่าอย่าคิดถึงช้างสีชมพูนะ … แน่นอนว่า “ช้างสีชมพู” คือสิ่งที่ท่านจะนึกถึงและเผลอปล่อยให้จิตเข้าไปเกาะเกี่ยวกับความคิดนั้น

กิเลสมารรู้ธรรมชาติของจิตข้อนี้ จึงพยายามกระซิบข้างหูของท่านซ้ำ ๆ ว่า “ช้างสีชมพู”… “ช้างสีชมพู” จนท่านเริ่มคิดถึงช้างสีชมพู หรือไม่ให้ค่าความคิดนั้น ทั้งนี้อยู่ที่ความสามารถในการมีสติสัมปชัญญะรู้ให้ชัดและวางอุเบกขา ซึ่งนั่นคือความแตกต่างระหว่างความสำเร็จและล้มเหลว

คำสอนของท่านอาจารย์นั้นกระจ่างชัด สิ่งเดียวที่ต้องทำคือ ทำจิตของท่านให้หนักแน่น มีสติสัมปชัญญะ และรู้ให้ชัด รู้แล้ววางเพื่อยังอุเบกขาธรรมให้เกิด เพื่อให้สามารถมีสมาธิตรึงได้แน่นในระดับสูงยิ่งขึ้นไป แต่นั่นก็ไม่ง่ายเลยในช่วงเวลาที่บีบคั้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมการมีพ่อแม่ครูบาอาจารย์ถึงได้สำคัญมาก พวกเราโชคดีมากเหลือเกินที่มีท่านอาจารย์ผู้มีเมตตาอันประเสริฐ ผู้คอยช่วยประคองจิตเราไม่ให้ล้มในช่วงเวลาบีบคั้นเหล่านั้น ไม่อย่างนั้นเราคงแพ้สงครามให้กับกิเลสมารไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแล้ว และพวกเราส่วนใหญ่ก็คงไม่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคได้ และคงต้องจมวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารที่หาเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ต่อไป

เมื่อปฏิบัติภาวนา ข้าพเจ้าจำเป็นที่จะต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ให้ชัดและวางอุเบกขาอย่างยิ่ง เพราะข้าพเจ้าเห็นอะไรต่าง ๆ มากมายในระหว่างการปฏิบัติภาวนา หลังจบคอร์สมีคนถามข้าพเจ้าว่า สิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นนั้น เห็นอะไร เป็นอย่างไร

ข้าพเจ้าตอบว่า “มันไม่สำคัญเลยว่าเห็นอะไร”

อย่างไรก็ตาม ในขณะภาวนา ข้าพเจ้าได้เห็นภาพต่าง ๆ มากมาย เห็นสิ่งสวยงามหลายสิ่ง ได้ไปสถานที่ต่าง ๆ ที่ลึกมาก ๆ มีอยู่วันหนึ่ง ข้าพเจ้าไปถึงสถานที่เก่าแก่โบราณ โอบล้อมด้วยกำแพงสูงใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นผงจากกาลเวลา ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะผ่านกำแพงนี้ไปได้อย่างไร แต่ ณ ที่แห่งนี้มีกระแสที่บริสุทธิ์ ข้าพเจ้าไม่สนใจว่าจะผ่านกำแพงนี้ไปได้หรือไม่ ข้าพเจ้ารักษาสติสัมปชัญญะความรู้ชัดและวางอุเบกขา ในขณะนั้นเองกำแพงก็ค่อย ๆ เปิดออกเอง จนกระทั่งข้าพเจ้าเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังกำแพงใหญ่นั้น…

“คุณรู้มั้ยว่ามีอะไรอยู่ด้านหลังกำแพงนั้น? ” ข้าพเจ้ากล่าวกับผู้ที่กำลังสนทนาด้วย

“มันคือความมืด ความว่างเปล่า แบบที่คุณเห็นในขณะภาวนาวันนี้นั่นแหละ แต่ถ้าอยากจะเห็นเหมือนที่ผมเห็น คุณจะต้องเดินทางไกลมาก ต้องมีความพยายามอย่างยิ่งในการฝ่าฟันสิ่งล่อลวงใจสารพัด ต้องใช้เวลาและพลังอย่างมาก เพื่อจะเดินทางมาถึงจุดที่มีแต่ความมืดและความว่างเปล่าที่คุณได้พบเจอแล้วขณะที่คุณภาวนา”

“ดังนั้น อย่ามีความอยากหรืออิจฉาคนที่เห็นอะไรมากมาย…” ข้าพเจ้ากล่าว

ในท้ายที่สุด อะไรคือเคล็ดลับและแผนที่บอกทางเพื่อการก้าวหน้า

ไม่มีเคล็ดลับอะไร นอกจากปฏิบัติตามคำสอนของท่านอาจารย์ ปฏิบัติด้วยความเป็นหน้าที่ ด้วยใจที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวชัดเจนในเวลาออกรบ ตรึงสติสัมปชัญญะความรู้ชัดและวางอุเบกขา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจากการพยายามมาปั่นของกิเลสก็ตาม จงปฏิบัติภาวนาด้วยความต่อเนื่องจนกว่าปาฏิหาริย์ของท่านจะเกิดขึ้น ซึ่งมันอาจจะเกิดขึ้นในช่วงวินาทีที่ท่านอยากจะถอนภาวนาที่สุด หรือในช่วงที่คิดว่าไม่สามารถทนเวทนาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นต่อไปได้อีกแล้ว หรือในช่วงขณะที่ท่านเริ่มหย่อนสติสัมปชัญญะความรู้ชัด

ข้าพเจ้าเข้าใจจากคำสอนของท่านอาจารย์ว่า ทุกคนไม่เหมือนกัน อย่าคาดหวังปาฏิหาริย์ที่จะเกิดกับท่านว่า จะต้องเป็นแบบไหน อย่างไร ก่อนจะถึงเวลาของท่าน ขอจงรักษาศีล 5 ให้มั่น ละการทำอกุศลกรรม และสร้างสมบุญบารมี ทำปัจจัยให้ถึงพร้อม และเมื่อนั้นปาฏิหาริย์จะบังเกิด

ข้าพเจ้าหวังว่าจะสามารถจดจำถ้อยคำเหล่านี้ไว้ได้ เพื่อเตือนตัวเองเมื่อคอร์สภาวนาครั้งหน้ามาถึง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกิเลสในสงคราม สุดแสนจะง่ายดายแค่ไหนสำหรับกิเลสที่สามารถครอบงำจิตใจข้าพเจ้ามาได้นานแสนนาน และมันง่ายดายแค่ไหนที่พลังจะถดถอยลงเมื่อข้าพเจ้าไม่มีสติสัมปชัญญะความรู้ชัด หรือมีความติดใจและติดค้างใจกับอารมณ์ต่าง ๆ ในชีวิต หรือละเลยศีล 5 ตลอดจนไม่เพียรปฏิบัติภาวนาอย่างสม่ำเสมอ

ท้ายที่สุดนี้ ข้าพเจ้าขอน้อมกราบท่านอาจารย์ด้วยความเคารพและความกตัญญูอย่างยิ่ง

ผู้แปล – วิษุวัต ศุทธากรณ์, ลลิตภัทร อุดมรัก


How is it like to have Dhamma advancement?

I always wondered about this, and had asked a number of people whose practices had already progressed on how they made it. Interestingly, no one seems to have a road map or a clear explanation on how to do it. Or is it a secret that shouldn’t be disclosed to others? Well, when it happened to me, it came so unexpectedly. I have never thought such phenomenon would happen this way. However, when it happened, I was aware it happened.

In the first year of my meditation, I progressed so quickly and was certain that I could burn impurities (Kilesas) so my mind got cleansed rapidly. But then the past life Karma hit me hard, causing a lot of difficulties in making progress. I struggled with my meditation and it was not until the last course where I realized that I was getting back to a level of meditation I experienced in my first year. I started to recall lessons I had learned in early courses.

“Why did Karma hit me so hard?”

Karmic retribution continues to affect me until today. I am well aware of my karmic debt (as a consequence of past destruction made due to my dark mind). With Master’s compassion and help, including my continuous meditating, merit and loving-kindness sharing to my karmic debtors, I can feel my Karma is becoming lesser and therefore my meditation has recently been improving.

I recall Master’s words “a miracle can happen any time…don’t waste a single second”

And her words are right… What makes us achieve the final destination, that is Nibbana, is to practice every second with firm and unshakable mind like warrior’s at war. This however is easier said than done.

For me, this is compared to keeping balance of the ball on the top of pyramid. Whenever my mind lacks of consciousness and concentration, the ball will fall. So will my mind. This means the Kilesas would win the battle or perhaps even the war.

During the practice in the course, it became clear that the Kilesas knew my weakest point and were exploiting it, without mercy, in order to make me lose the war.

On the first day of the course, I arrived to the meditation center with tiredness and anxiety, did not feel like myself and even thought momentarily that I was losing my mind. While the Master was teaching in the meditation hall, I felt so nervous and very uncomfortable that I would want to leave the hall a number of times. This was the Kilesas afraid and trying their best to do whatever they could to rattle me, and get me out of the meditation.

This is the kind of battle that makes crossing so inexplicably difficult.

Often, it was so hard to keep my mind stable… and sometimes the more I tried the more I felt regressed. But then the words of wisdom came to my mind:

“When you truly truly …. let go…….everything becomes fine……”

Those words helped me maintain my mind focused and balanced with greater ease. As I let go and remained completely conscious, “Maha Sati” – a state of absolute concentration and stillness — took place. When the mind reaches the state, the absolute equanimity finally arises. As a result, Kilesa becomes weak and get destroyed.

But any feeling, thought or fear (yours or the kilesas’ indeed) can pull your mind down as if unbalanced ball dangerously falls from the tip of the pyramid. I could see the Kilesas sending energy currents in the form of thoughts, feelings and emotions, such as fear and doubt. I knew if I allowed my mind to get connected even slightly to those energy waves, then the mind would get pulled downwards similar to the shaky unbalanced ball on the tip of the pyramid.

Only by keeping my mind conscious, maintaining equanimous, and by not hooking my mind to those feelings, emotions and thoughts, I could remain in the deep calm state.

“Just being aware and let go…” a voice said. As I was aware and letting go, I could see those energy currents made themselves up of feelings and thoughts trying to control and pull me down into the empty darkness. They were like orange electrical currents in the dark space, that out of reach. They shocked me while I was in the deep concentration.

Arising thoughts, fears and emotions become the test. The moment you carelessly attach to their energies you risk failing and losing the war. It’s like someone telling you not to think about “pink elephant”… and of course “pink elephant” is the one thing that you think of and let your mind attach to.

The Kilesas know the mind characteristic, and they keep whispering in your ears “pink elephant” … “pink elephant” until finally you either start thinking about “pink elephant” or you just don’t give any importance to them. It is subject to the ability to maintain absolute consciousness and equanimity through the focus point, that distinguishes between success and failure.

The Master’s teaching is very clear. The only thing to do is make your mind firm, remain conscious and clearly aware. Being aware and detach so that equanimity arises and higher levels of concentration are maintained. But it is not easy during the critical moment. This is the reason why having masters and teachers are very important. We are very fortunate to have the Master who is kind and compassionate. She is there to help hold our minds up and keep them from falling at that critical moment, otherwise we would lose the battle over and over. Most of us would never cross the hurdles and would continue in the cycle of rebirth endlessly.

When I meditate, I really must remain absolute conscious and equanimous because I see so many mental visions while meditating. After the course, someone asked me what kind of things that I saw?

I told them “It’s not really important.”

However, I travelled through many scenes in my visions, saw many beautiful things and went to very deep places. One day, I reached an ancient place with a huge wall covered in the dust of time. I did not know how to go through this wall. But in this place with such a pure vibration, I did not care whether I could go through the wall or not. I only maintained perfect consciousness and equanimity. In the meantime, the wall started to open gradually by itself until I could see what was behind the great wall…

“Do you know what was behind this wall?” I asked the person.

“Darkness….Emptiness… The same thing you mentioned that you saw today when you meditated. However, if you wish you have my visions, it actually means you will have to travel thus far and work so hard to go through so many distractions, visions and places. You will have to have such concentration, and spend so much time and energy, only to reach the darkness and emptiness that you have already achieved now when you meditate.”

“So, don’t be eager to or envy those who have visions…” I said.

In summary, what is the secret of and the road map for advancement?

There is no secret, except for following the Master’s instruction to practice as a duty and with determination to fight the war. Maintain perfect consciousness and equanimity no matter what the Kilesas try to do to spin your mind. Keep meditating continuously until your own miracle happens, which probably take place in the very moment you want to stop meditating, or you think you no longer bare the pain, or start to lose concentration on the focus point.

I understand from Master’s teachings that everyone’s experience is different. Do not expect to figure out your own miracle, before it’s your time. Keep observing perfect Five Precepts, reducing unwholesome Karma and cultivating merit and perfection (Parami). All factors must be met perfectly, before the miracle can appear.

I hope I can remember all those words for myself when I come to the next course and face the Kilesas in the war. How easy it has been for the Kilesas to take control of my mind so long. How easy it is to get regressed if I am unaware of things, or addict and cling into emotions in life, or neglect Five Precepts observation, as well as meditate inconstantly.

With Utmost Respect and Gratitude to the Master.

7 thoughts on “จะเป็นอย่างไรกับการก้าวหน้าสู่ ประตูบานที่ 2

  1. ขอน้อมกราบท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ด้วยความเคารพรักและศรัทธาอย่างสูงยิ่ง
    ขอน้อมจิตอนุโมทนาสาธุกับคุณฮาโน ในธรรมที่ถึงแล้ว ประสบการณ์นี้เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก คือสั้นแต่ได้ใจความตามแบบฝรั่ง ที่ใช้เหตุผล และการให้ปฏิบัติตามคำสอนของท่านอาจารย์ เป็นสิ่งที่นักปฏิบัติทุกคนควรนำมาปฏิบัติอยู่เสมอ

    ถูกใจ

  2. กราบขอบพระคุณ คุณฮาโน สำหรับการแบ่งปันประสบการณ์ที่มีประโยชน์ยิ่ง ทำให้คลายความสงสัยต่อความอยากรู้อยากเห็น เข้าใจความหมายของการตึง รู้ และอุเบกขามากขึ้น น้อมรับไซ้ำพิจารณา เตือนใจในการปฏิบัติต่อไป

    ถูกใจ

  3. นับว่าเป็นบทความที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย กระชับ กระจ่างแจ้งมากค่ะ อีกทั้งยังเป็นนำมาเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความเพียรและการวางจิตให้ถูกต้องเพื่อการเดินให้ถูกทางตามคำสอนของท่านอาจารย์อย่างไม่ลดละความเพียรค่ะ..ขอน้อมอนุโมทนาในความก้าวหน้า..สาธุค่ะ

    ถูกใจ

  4. ประสบการณ์ภาวนาของคุณฮาโน่ เป็นแบบอย่างของความตั้งมั่น หนักแน่นในการเดินทางสู่พระนิพพานอย่างยิ่ง เป็นตัวอย่างของการภาวนาที่ปฏิบัติตามคำสอนภาวนาของท่านอาจารย์ เป็นเครื่องยืนยันว่า การทำตามคำสอนของท่านอาจารย์อย่างไม่ลังเล ไม่สงสัย ไม่ยึดในทุกอารมณ์ คือ การเดินทางเข้าถึงธรรมได้จริงแท้ น้อมกราบในมหาเมตตาของท่านอาจารย์ น้อมอนุโมทนากับประสบการณ์ที่มีค่ายิ่งแก่ผู้หมายนิพพานค่ะ คุณฮาโน่

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.