ประสบการณ์ธรรม คุณปาริชาติ

ข้าพเจ้าชื่อ นางปาริชาติ อายุ 51 ปี เกิดที่โรงพยาบาลศิริราช เติบโตที่จังหวัดนนทบุรี โดยมีคุณยายและญาติฝ่ายคุณแม่เป็นผู้เลี้ยงดู ในวัยเด็กได้อยู่กับคุณแม่เพียงระยะเวลาสั้น ๆ ระหว่างที่ท่านรับราชการอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี และในช่วงเวลานั้นท่านได้พาข้าพเจ้าและน้องชายไปกราบหลวงพ่อชา สุภัทโท ที่วัดหนองป่าพง หลังจากนั้นข้าพเจ้าได้กลับมาเรียนหนังสือต่อที่กรุงเทพฯ ก่อนนอนคุณยายจะสอนให้ข้าพเจ้าสวดมนต์ ท่านจึงเป็นบุคคลแรกที่ปลูกฝังนิสัยทางธรรมให้แก่ข้าพเจ้า

สมัยเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนสตรีวิทยา ข้าพเจ้าได้รับความเมตตาให้เรียนการปฏิบัติสมาธิที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ด้วยเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร (สมณศักดิ์และราชทินนามในขณะนั้น ต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) มีดำริให้นักเรียนโรงเรียนสตรีวิทยาในสมัยนั้น มาเรียนการปฏิบัติสมาธิที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร สัปดาห์ละ 2 วัน ตอนนั้นข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัติมาก แต่เมื่อเข้าเรียนในระดับมัธยมปลายก็ไม่ได้ปฏิบัติสมาธิอีก ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ข้าพเจ้าก็หลงระเริงกับชีวิตกิจกรรมของนักศึกษา กินและเที่ยว จนทำให้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์หลายครั้งจนเกือบเสียชีวิต ก็ได้แต่ทำบุญสะเดาะเคราะห์ แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างหนักเพื่อให้จบการศึกษา จึงทำให้ไม่ได้สนใจการปฏิบัติสมาธิเลย

ต่อเมื่อเรียนจบและได้รับการบรรจุเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ประสบกับความทุกข์ ความวุ่นวายใจจากการทำงานจึงได้เริ่มคิดถึงการปฏิบัติธรรม โดยมาปฏิบัติที่วัดสังฆทาน 3 วัน วัดมเหยงคณ์ 3 วันตามแต่โอกาส และได้ปฏิบัติสวดมนต์ แผ่เมตตาตามแนวทางของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม แห่งวัดอัมพวันด้วย

ต่อมาข้าพเจ้าแต่งงานและย้ายไปทำงานที่จังหวัดเชียงใหม่ ชีวิตคู่มีแต่ความทุกข์ระทมอย่างที่สุด หาความสุขสงบไม่ได้เลย ในที่สุดจึงตัดสินใจยุติชีวิตสมรสที่ดำเนินมาเป็นเวลา 4 ปี แล้วจึงย้ายกลับเข้ากรุงเทพฯ ความทุกข์ที่ข้าพเจ้าต้องประสบมิใช่มีเพียงทางใจเท่านั้น แต่ยังมีความทุกข์ทางกายอย่างแสนสาหัสอีกด้วย

ในปี 2548 ข้าพเจ้าต้องทนทุกข์กับอาการปวดจากกระดูกต้นคอเสื่อมก่อนวัย อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย และต้องทำกายภาพบำบัดเป็นเวลาหลายปี
ต่อมาในปี 2551 ข้าพเจ้าต้องสูญเสียบุคคลที่กำลังจะมาเป็นคู่ชีวิตคนที่สอง จากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่จังหวัดยะลา ในการมาปฏิบัติหน้าที่ช่วยราชการที่ชายแดนภาคใต้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจิตใจของข้าพเจ้าจะบอบช้ำเพียงใดจากการสูญเสียผู้เป็นที่รักครั้งนี้

หลังจากนั้นในปี 2553 ข้าพเจ้าต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่ เนื่องจากหมอนรองกระดูกแตกกดทับเส้นประสาทและถัดมาอีกไม่นานในปี 2556 แพทย์วินิจฉัยว่าข้าพเจ้าเป็นไมเกรนแบบอัมพาตครึ่งซีก หลังจากที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรนมาตั้งแต่อายุ 16 ปี ซึ่งส่งผลให้ข้าพเจ้ามีการตอบสนองที่ช้า และจำเป็นต้องรักษาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

และแล้วชีวิตของข้าพเจ้าก็ได้กลับเข้าสู่ทางธรรมอีกครั้ง กลางปี 2556 ข้าพเจ้าได้รู้จักสายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐานจากกัลยาณมิตรชื่อ คุณจักรพงศ์ ที่ชวนมาปฏิบัติสมาธิ เพราะช่วงนั้นข้าพเจ้าเปรยว่า นอนไม่หลับ ฝันร้าย สะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกทุกคืน จนคุณแม่และน้องชายพามากราบหลวงพี่ที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม จังหวัดปทุมธานี โดยมีหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโทเป็นอดีตเจ้าอาวาส ทำให้มีกำลังใจปฏิบัติสมาธิมากขึ้น

ในเดือนตุลาคม ปี 2557 ข้าพเจ้าได้เข้ารับการอบรมเตโชวิปัสสนากรรมฐานคอร์สแรก ชีวิตของข้าพเจ้าเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ฝันร้ายน้อยลงและได้นอนหลับสนิท ชีวิตเริ่มมีระเบียบวินัยมากกว่าเดิม มีจิตใจที่เยือกเย็นขึ้น และความขัดแย้งที่เคยมีกับคุณแม่ก็ลดน้อยลงไปมาก ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล มีความเมตตาต่อข้าพเจ้าอย่างยิ่ง ท่านสั่งสอนอบรมบ่มนิสัย ขัดเกลาจิตอันหยาบกระด้างที่สะสมไปด้วยตัณหา ความทะยานอยากให้เบาบางลง

เมื่อได้รับการอบรมขัดเกลาจิตจากการปฏิบัติเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้ข้าพเจ้าได้ย้อนรำลึกถึงพระคุณของผู้มีอุปการคุณตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา และได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งขึ้นในคำตรัสขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า “กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ (การดำเนินชีวิตอันประเสริฐ)” และด้วยอุปการคุณของผู้มีพระคุณที่เป็นกัลยาณมิตรนี้เอง ที่ทำให้ข้าพเจ้ามีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้

คุณยายนับเป็นกัลยาณมิตรคนแรกที่สอนให้สวดมนต์ก่อนนอน แม้จะเป็นเพียงบทสวดสั้น ๆ แต่ก็ได้ปลูกฝังก้าวแรกของการปฏิบัติในพระพุทธศาสนาไว้ให้ คุณยายเป็นคนโบราณไม่รู้หนังสือ แต่สามารถสวดมนต์ได้ คนสมัยก่อนนั้นเห็นคุณค่าของพระธรรมคำสอนและใกล้ชิดพระพุทธศาสนามาก

ต่อมาเมื่อโตขึ้นเป็นนักเรียนได้รับความเมตตาจากเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร (สมณศักดิ์และราชทินนามในขณะนั้น) ให้เข้าเรียนการปฏิบัติสมาธิที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร สัปดาห์ละ 2 วัน อันเป็นพื้นฐานของการปฏิบัติภาวนาสู่การต่อยอดในการฝึกขั้นสูงต่อไป นับว่าท่านได้เพาะเมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ แห่งความดีงามไว้ และความดีงามนี้มิได้สูญหายไปไหน เพราะเมื่อรู้สึกอับจนหนทาง เราจะไม่เลือกวิถีทางที่ทำร้ายตนเอง แต่จะเลือกวิธีที่พระพุทธองค์ทรงประทานไว้คือ เริ่มจากจิตในการจัดการกับความทุกข์

ดังเช่นเมื่อมีความกดดันจากปัญหาในการทำงานและเกิดความเครียดอย่างหนัก ข้าพเจ้าได้ใช้แนวทางการปฏิบัติภาวนาของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม จากนั้นได้สวดมนต์บทพาหุงมหากา และชัยมงคลคาถา ทำให้มีกำลังใจรวมทั้งมีความผ่อนคลายมากขึ้น

จนกระทั่งได้มาเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นเวลา 7 วัน ในหลายคอร์สการปฏิบัติ ได้ปิดวาจา ได้รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ทำให้ได้เริ่มกลับมาพิจารณาตนเอง ซึ่งส่งผลให้มีความเปลี่ยนแปลงในการดำเนินชีวิต

พร้อมกันนี้ ข้าพเจ้าได้พานพบกับกัลยาณมิตรที่อยู่ในสายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐานนี้หลายท่าน ที่ให้ความเกื้อกูลในเรื่องต่าง ๆ ทำให้ข้าพเจ้ามีกำลังใจ กำลังกายในการเดินทางมุ่งสู่จุดหมายที่ได้ตั้งความปรารถนาไว้…เช่นนี้เองกัลยาณมิตรจึงเป็นทั้งหมดของการมีชีวิตอันประเสริฐ

2 thoughts on “กัลยาณมิตร…เป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์

  1. ขอน้อมอนุโมทนาและขอบคุณที่กรุณาแบ่งปันประสบการณ์ธรรม การมีมิตรดีคือมงคลของชีวิตโดยแท้ค่ะ..น้อมสาธุค่ะ

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.