ประสบการณ์ภาวนา คุณวาสนา

ข้าพเจ้าชื่อ วาสนา เป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด คุณพ่อนับถือศาสนาอิสลาม ส่วนคุณแม่นับถือศาสนาพุทธ ในวัยเด็กจึงเติบโตมาท่ามกลางความเป็นอยู่ในแบบชาวมุสลิม ต่อมาท่านทั้งสองได้แยกทางกัน ข้าพเจ้าจึงได้ใช้ชีวิตอยู่กับคุณแม่และญาติ ๆ ซึ่งเป็นชาวพุทธ ได้เห็นคุณยายตื่นแต่เช้ามาตักบาตรพระภิกษุที่หน้าบ้านทุกวัน ข้าพเจ้าเชื่อในกฎแห่งกรรมตั้งแต่เด็ก ๆ ชอบอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับกรรมและการให้ผลของกรรม และนำมาเล่าให้คุณยายฟังบ่อย ๆ แม้ว่าคนในครอบครัวจะเป็นชาวพุทธ แต่ก็ไม่ค่อยได้ไปวัด ไม่ได้ปฏิบัติสมาธิวิปัสสนาเพื่อขัดเกลาจิต

ตอนเด็ก ๆ ข้าพเจ้ามักเป็นโรค “ไม่ได้ดั่งใจ” คือ มีนิสัย ขี้งอน ขี้น้อยใจ เวลาโกรธก็ชอบสะบัดหน้าเหมือนตัวอิจฉาในละครน้ำเน่าที่ข้าพเจ้าชอบดูตอนเด็ก ๆ ไม่มีผิด นิสัยและกิริยาเช่นนี้ลดลงเมื่อได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมตอนอายุ 24 ปี ที่วัดอัมพวัน ถึงแม้ว่าอากัปกิริยาจะดีขึ้น แต่ก็ยังมีความโกรธและขุ่นมัวอยู่ในใจลึก ๆ ข้าพเจ้าไม่ได้ชอบใจที่ตนเองเป็นเช่นนี้เลย แต่ก็แก้ไม่หายเสียที เพราะความไม่หนักแน่นในการปฏิบัติ เช่น เวลาอยู่ในระหว่างการอบรมก็ตั้งใจปฏิบัติอย่างเต็มที่ แต่เมื่อออกมาใช้ชีวิตทางโลก การปฏิบัติก็ทำ ๆ หยุด ๆ อีกทั้งสังคมแวดล้อมก็มีการสังสรรค์รื่นเริงอยู่เสมอ ไม่เพียงการปฏิบัติที่ไม่สม่ำเสมอเท่านั้น ศีล 5 ก็ยังรักษาได้ไม่ครบอีกด้วย

เมื่อแรกมาทางธรรม ข้าพเจ้ามีเพื่อนสายบุญที่พากันเดินทางทำบุญแบบจริง ๆ จัง ๆ และถือเป็นความภูมิใจของพวกเราอย่างยิ่ง เช่น ไปทำบุญวันเดียว 3 ที่ 3 จังหวัด ก็สามารถไปได้โดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย และถ้ามีใครบอกว่าวัดไหน จังหวัดใดมีพระอรหันต์หรือพระที่มีชื่อเสียง ที่เมื่อได้ทำบุญกับท่านแล้วจะได้อานิสงส์มาก ข้าพเจ้าก็ดั้นด้นไปหมดทุกที่ คิดได้แค่ไปกราบ ไปชื่นชมบารมีท่าน แต่ไม่เคยคิดเดินตามรอยท่าน และไม่เคยมีศรัทธาอย่างแท้จริงในพระนิพพาน

กลางปี 2559 ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้ามาเป็นศิษย์ในสายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อได้รับการอบรมสั่งสอนธรรมและขัดเกลาจิตด้วยความเมตตาอย่างยิ่งจากท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ทำให้ความมักโกรธ ความขี้น้อยใจต่าง ๆ เบาบางลงจากจิตไปมาก ทำให้ข้าพเจ้ามีความรักเคารพและความศรัทธาต่อท่านอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีจิตหนักแน่นในการภาวนาเพื่อพระนิพพาน แม้ข้าพเจ้าจะเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ปีละ 1-2 ครั้ง ภาวนาที่บ้านเช้า-เย็น แต่หากติดกิจธุระก็จะภาวนาวันละ 1 ครั้ง แต่การภาวนาของข้าพเจ้าก็มีกำลังบ้าง ไม่มีกำลังบ้าง ขึ้น ๆ ลง ๆ

จนกระทั่งเมื่อกลางเดือนมกราคม 2563 ที่ผ่านมา ก่อนวันเข้าอบรมในคอร์สศิษย์เก่าเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเป็นคอร์สที่ 6 ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าร่วมปฏิบัติภาวนาดับไฟป่าและไฟแค้น ที่ท่านอาจารย์มีดำริให้จัดขึ้นอย่างเร่งด่วน ในการภาวนาครั้งนี้ นอกจากจะได้เกื้อกูลโลกแล้ว ยังได้ช่วยดับไฟปฏิฆะ (ความขึ้งเคียดด้วยอำนาจของโทสะ) ในใจทั้งหลายออกไปด้วย ในการภาวนาเกิดสภาวธรรมเป็นงูที่มีแม่เบี้ยหันหลังเลื้อยออกไป และจิตแจ้งว่า หากรู้ไม่เท่าทัน พลั้งเผลอปล่อยให้มีอกุศลจิตเป็นปฏิฆะต่อผู้อื่น จะเป็นการก่อภพชาติการมีอัตภาพอสรพิษไว้รอ ช่างเป็นสิ่งที่น่ากลัวจริง ๆ เป็นวาสนาของข้าพเจ้าที่ได้มาร่วมกิจภาวนาในครั้งนี้ ทำให้สามารถดับทั้งไฟนอกและไฟใน อีกทั้งเตือนใจให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่จะไม่ประมาทพลั้งเผลอและพึงยังจิตให้มีความเมตตาต่อผู้อื่นเสมอ

วันรุ่งขึ้นเป็นวันเริ่มการอบรมคอร์สศิษย์เก่า ในคอร์สนี้ ข้าพเจ้ามีกำลังในการภาวนาเผากิเลสได้มากมาย มีสภาวธรรมเป็นหญ้าปลอมถูกถอนออกมาจากจิต ในการสอบอารมณ์ ท่านอาจารย์เมตตาบอกว่า “ก็เพราะเคยหลงโลกไงคะ ขนาดหญ้ายังปลอมเลย” ข้าพเจ้าจึงย้อนมองกลับไปในอดีตว่า ตนเองนั้นเคยยึดติดและหลงใหล ฟุ้งเฟ้อกับความสะดวกสบาย ทุกอย่างต้องเริ่ดหรู ดูดี ใส่เสื้อผ้าราคาแพง ๆ หลักหมื่นบาทก็เคยซื้อ ใช้เงินไปกับเรื่องไร้สาระมากมาย เพื่อให้ตัวเองดูดีในสังคมที่ฉาบฉวย

หลังจากนั้น ในการภาวนามีสภาวธรรมเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากมายหลายขวดวางเรียงอยู่ในรางแก้ว ทยอยไหลออกมาและถูกเผา ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะข้าพเจ้าเคยเป็นผู้ที่ชอบการดื่ม ชอบการสังสรรค์รื่นเริง ตามประสาคนหลงโลก แรก ๆ ข้าพเจ้าก็รู้สึกเฉย ๆ ไม่ชอบเฮฮาสังสรรค์ แต่ก็เป็นดังคำกล่าวที่ว่า “คบคนเช่นใด ย่อมเป็นคนเช่นนั้น” เมื่อเพื่อนส่วนมากเป็นสายปาร์ตี้ ข้าพเจ้าจึงต้องกลมกลืนไปด้วย เพราะเกรงใจสังคม กลัวเข้ากับเขาไม่ได้ กลัวเพื่อนไม่คบ สุดท้ายเมื่อมาปฏิบัติธรรมตั้งใจรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ก็ต้องห่างจากกันอยู่ดี เพราะศีลที่ไม่เสมอกัน
นอกจากนี้ยังมีสภาวธรรมเป็นไฟเตโชธาตุเผากิเลส คือ งูและอสรพิษต่าง ๆ มากมายในจิต ทำให้ข้าพเจ้าตกใจ ขยะแขยงและสลดสังเวชว่า นี่เราสะสมกิเลสอสรพิษไว้ในจิตมากขนาดนี้เชียวหรือ หากไม่ได้เผาชำระออกไปดวงจิตจะไปสู่ที่ใด หลังการภาวนาจิตของข้าพเจ้า โล่ง โปร่ง เบาอย่างที่สุด

ในการสอบอารมณ์วันท้าย ๆ ของการปฏิบัติ ท่านอาจารย์ได้เมตตากล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า
“ในภพชาติที่ผ่าน ๆ มาของข้าพเจ้านั้น เป็นผู้ชอบตระเวนทำบุญ กราบพระอรหันต์ในที่ต่าง ๆ มากมาย แต่ไม่ปฏิบัติจริงจัง เป็นผู้มีวาสนา แต่ไม่เคยมีศรัทธาอย่างแท้จริงในพระนิพพานและในการพากเพียรภาวนาพาจิตให้หลุดพ้น ทำ ๆ หยุด ๆ ย้ายที่ไปเรื่อย จะถึงเวลาปักหลักหนักแน่นได้หรือยัง”

คำกล่าวของท่านอาจารย์ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกละอายใจว่า กี่ภพกี่ชาติที่ผ่านมา เราก็พลาดแบบเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ตระเวนทำบุญ กราบพระอรหันต์ แต่ก็ยังไม่คิดปักหลักภาวนาขัดเกลาจิตตนเอง เพื่อให้จิตเป็นพระอรหันต์อย่างท่าน ทำได้แค่ไปกราบและชื่นชมบารมี แต่ไม่เคยคิดเดินตามรอยท่าน จึงยังหลงทาง หลงโลก แล้วเมื่อไหร่จะพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดไปได้ หากไม่หักดิบดัดนิสัยตนเองเสียตั้งแต่ตอนนี้ ข้าพเจ้าก็คงจะเป็นคนเรื่อยเปื่อยอีกร่ำไป พลานุภาพของการปฏิบัติเตโชวิปัสสนากรรมฐานด้วยจิตแน่วแน่ ทำให้ข้าพเจ้าได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เป็นตื่นในตื่น ที่จะไม่เผลอหลับใหลอีก จิตของข้าพเจ้าได้เห็นโทษภัยของการเวียนว่ายตายเกิดอย่างแท้จริง ตอนนี้ข้าพเจ้ารู้แล้วว่า การภาวนาแบบมีคุณภาพ และมีศรัทธาที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร การไม่จริงจังในการภาวนาของข้าพเจ้าที่ผ่านมานั้นหมายถึง ภาวนาแบบสักแต่ว่าภาวนา บางครั้งจิตไม่มีพลังหรือไม่ตั้งมั่น ซึ่งต่างจากคนที่ตั้งใจภาวนาเพราะมีศรัทธาหนักแน่นในพระนิพพานและการหลุดพ้น

ชาตินี้คือชาติที่ดีที่สุดแล้ว ที่มาพบและได้เป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ ผู้มีเมตตาและเกื้อกูลเหล่าศิษย์อย่างที่สุดในทุก ๆ ทาง ข้าพเจ้าจะไม่ยอมพลาดอีกแล้ว เพราะทราบดีว่า หากพลาดครั้งนี้ คงอีกนาน…….

ขอท่านทั้งหลายอย่าได้พลาดแบบข้าพเจ้า
ครั้งนี้ ข้าพเจ้าโชคดีที่มีพ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาตักเตือนชี้ทาง แต่หากยังผิด ยังพลาดอีก ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสในคราวหน้าให้แก้ตัวอีกหรือไม่ โอกาสนั้นไม่ได้มีแก่เราเสมอไป

ข้าพเจ้าจึงได้กราบเรียนท่านอาจารย์ว่า
“ศิษย์จะไม่ยอมให้สิ่งใด ๆ ในทางโลก มาสำคัญกว่าการภาวนาพาจิตให้พ้นไปอีกแล้ว
ศิษย์ไม่อยากหลงทาง หลงโลกอีกต่อไปแล้วค่ะ”

ข้าพเจ้าขอปักหลักหนักแน่นในพระนิพพาน จะไม่ยอมหลงทาง หลงโลกอีกแล้ว ขอเพียรไปให้สุดทาง…..

ข้าพระพุทธเจ้าขอนอบน้อมกราบรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาประมาณมิได้แห่งพระบรมศาสดา ด้วยความเคารพสูงสุดเหนือเศียรเกล้า
น้อมกราบรำลึกในมหาเมตตาของพระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ด้วยเศียรเกล้า และน้อมกราบในพระคุณของท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง

4 thoughts on “หนักแน่นในพระนิพพาน

  1. ขอน้อมอนุโมทนาสาธุในธรรมทานที่คุณวาสนานำมาแบ่งปันค่ะ ขอนำมาเตือนใจตัวเองให้พากเพียร หนักแน่นเพื่อถึงซึ่งพระนิพพานค่ะ

    ถูกใจ

  2. ขอน้อมจิตอนุโมทนาสาธุในธรรมทาน และการได้เห็นความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นทั้งในอดีต และในปัจจุบัน เพื่อจะได้ปรัปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง ขอให้มีความหนักแน่น และภาวนาด้วยความหนักแน่นเป็นหน้าที่ ให้ได้เข้าถึงซึ่งพระนิพพานในเร็ววัน ในชาติปัจจุบันนี้ด้วยเทอญ

    ถูกใจ

  3. อ่านแล้วสะท้อนใจตัวเองมากๆ เราพลาดแล้วพลาดอีกมาแล้วกี่ครั้งกับความไม่หนักแน่นให้จริง ขอบคุณมากๆค่ะที่แบ่งปันประสบการณ์นี้ขอน้อมอนุโมทนาสาธุด้วยอย่างยิ่งค่ะ

    ถูกใจ

  4. ขอน้อมอนุโมทนาในการแบ่งปันประสบการณ์ธรรมที่เป็นข้อคิดเตือนใจต่อข้าพเจ้าได้อย่างยิ่งเพราะการได้รับโอกาสนั้นว่ายากแล้ว แต่การรักษาและทำให้เพิ่มพูนนั้นยากกว่ายาก ขอเก็บเป็นสิ่งเตือนใจตลอดไป..สาธุค่ะ

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.