ประสบการณ์ธรรม คุณหนูพิชญ์

ข้าพเจ้าชื่อ หนูพิชญ์ เป็นคนจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นลูกชาวนา พ่อแม่มีลูก 3 คน ข้าพเจ้าเป็นลูกคนกลาง ตอนเด็กคุณครูถามว่า “โตขึ้นใครอยากเป็นอะไรกันบ้าง” บางคนก็อยากเป็นครู เป็นหมอ เป็นพยาบาล เป็นทหาร เป็นตำรวจ แต่ข้าพเจ้าไม่อยากเป็นอะไรสักอย่างเลย เมื่อกลับมาบ้านได้ถามแม่ว่า “โตขึ้นหนูจะเป็นอะไร” แม่ตอบว่า “ก็เป็นชาวนานี่แหละลูก” พอโตขึ้นข้าพเจ้าก็เป็นชาวนาเต็มขั้น ทำนาเป็นทุกอย่าง ตั้งแต่ไถนา ดำนา เกี่ยวข้าว เป็นชาวนานี้ลำบาก หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ได้หยุดแค่ตอนกินข้าว ได้พักแค่ตอนนอน เพราะความยากจน ข้าพเจ้าจึงเข้ามาหางานทำในเมืองหลวง ชีวิตมีแต่ความลำบาก ต้องอดทนทำงานและเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงไปด้วย แต่ถึงอย่างไรข้าพเจ้าต้องขอขอบคุณความยากจนและความทุกข์ เพราะถ้าไม่ทุกข์ ก็ไม่เห็นธรรม

ข้าพเจ้ามีความสนใจธรรมะเป็นทุนเดิมตั้งแต่เด็ก กระทั่งโตขึ้นก็ได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่วัดอัมพวันอยู่บ่อย ๆ จนเมื่อหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม ละสังขารไป ข้าพเจ้าก็ไม่มีพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ไหนอีกเลย จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานถึงหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม ว่าขอให้ลูกได้พบพ่อแม่ครูอาจารย์ที่นำพาลูกพ้นจากความทุกข์ด้วยเถิด

ข้าพเจ้าเป็นคนชอบอ่านหนังสือธรรมะ ชอบแวะเวียนเข้าร้านหนังสืออยู่บ่อย ๆ วันหนึ่งตาก็ไปสะดุดกับหนังสือที่มีหน้าปกเขียนว่า “ฆราวาสบรรลุธรรม” ใจคิดว่าท่านอาจารย์ผู้นี้ท่านพูดถูกแล้ว จึงซื้อหนังสือเล่มนั้นมาทั้งที่ยังไม่ได้เปิดดูเนื้อความข้างใน เมื่อกลับมาถึงบ้าน นั่งอ่านไป ๆ รู้สึกว่า ตนเองได้พบพ่อแม่ครูอาจารย์เป็นแน่แล้ว จากที่นั่งอ่านบนโซฟา ก็ลดตัวลงมานั่งที่พื้นแล้วกราบหนังสือ นั่งร้องไห้น้ำตาไหล ในใจอธิษฐานแต่เพียงว่า “ขอให้ได้เป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ด้วยเถิด” รู้ว่าตนเองนั้นได้พบเป้าหมายในชีวิตแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้มาเป็นศิษย์เนื่องจากคุณพ่อล้มป่วยด้วยโรคไตวาย ทั้งภาระหน้าที่ที่ต้องดูแลครอบครัว จนกระทั่งคุณพ่อได้จากไปด้วยอาการสงบ เป็นเวลาแรมปีจากที่ได้อ่านหนังสือจึงได้มีโอกาสมาเป็นศิษย์ท่านอาจารย์

ข้าพเจ้าส่งใบสมัครและได้เข้าอบรมคอร์สอานาปานสติ เมื่อวันที่ 1-4 กุมภาพันธ์ 2561 เมื่อจบคอร์สอานาปานสติแล้ว จึงส่งใบสมัครเข้ารับการอบรมคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐาน หลังจากส่งใบสมัครไปแล้ว คืนหนึ่งข้าพเจ้าฝันว่า มีเรือสำเภาทองลำใหญ่ลอยมาในอากาศมารับข้าพเจ้าข้ามแม่น้ำใหญ่ ในใจกระจ่างแจ้งว่า ใบสมัครคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐานไม่ได้เป็นแค่กระดาษ แต่เป็นเสมือนใบเบิกทางสู่เรือสำเภาทองที่นำพาผู้คนข้ามห้วงน้ำวังวน อันเป็นก้าวแรกของการเดินทางด้วยศรัทธา

ข้าพเจ้าได้เข้ารับการอบรมเตโชวิปัสสนากรรมฐานคอร์สแรก เมื่อวันที่ 29 เมษายน-6 พฤษภาคม 2561 ในคอร์สแรกนี้ การปฏิบัติของข้าพเจ้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ทุกขเวทนา ทั้งปวด ทั้งร้อนและมีเหงื่อออกมาก หลังจากจบคอร์สแรก จิตของข้าพเจ้าเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด มีหิริโอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อบาปและอกุศล จากที่คิดว่าตัวเองเป็นคนมีศีลมีธรรมอยู่บ้าง แต่เมื่อมองย้อนกลับไปดูตัวเราเองที่ผ่านมากลับเป็นคนมีศีลครึ่ง ๆ กลาง ๆ พร่องบ้าง ด่างพร้อยบ้าง ไปจนถึงขาดเลยในบางข้อ เช่น ศีลข้อ 4 การไม่โกหก ศีลข้อ 5 การไม่ดื่มสุราและของมึนเมา

ท่านอาจารย์ได้เมตตาสอนเรื่องการประพฤติปฏิบัติโดยให้ตั้งตนอยู่ในศีล เพราะศีลเป็นฐานของชีวิต และเป็นความปกติสุขในชีวิต ข้าพเจ้ากลายเป็นคนรักษาศีลได้อย่างมั่นคงขึ้น ในแต่ละวันจะรักษาศีล 5 ด้วยกาย วาจา ใจ และในวันหยุดงานบางครั้งก็สมาทานศีล 8 และน้อมนำคำสอนของท่านอาจารย์มาปฏิบัติ พยายามจัดสรรเวลาเพื่อเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมเรื่อยมา

เข้าอบรมคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐาน คอร์สที่สอง เมื่อวันที่ 9-15 ธันวาคม 2562 ในคอร์สนี้ข้าพเจ้าได้ตระหนักรู้ถึงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นอินเทอร์เน็ตที่ทำให้จิตเหนียวหนัก เมื่อออกจากคอร์สได้ฝึกหักดิบกิเลสด้วยการลดละการดูหนัง ฟังเพลง และใช้อินเทอร์เน็ตอย่างรู้เท่าทัน ไม่หลงติดเพลิน ซึ่งในช่วงแรกนั้นจะเห็นจิตตนเองดิ้นรนเพราะความเคยชิน ตื่นมาต้องคว้าโทรศัพท์ หากไม่มีสัจจะและไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง ก็จะพ่ายแพ้แก่กิเลสหยิบโทรศัพท์มาดูนั่นนี่จนเพลิดเพลินเหมือนเดิม สิ่งที่แนบเนียนของกิเลสนั้นก็คือ นันทิ ความติดเพลินนี่เอง

เข้าอบรมคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐาน คอร์สล่าสุด เมื่อวันที่ 2-8 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ท่านอาจารย์ได้เมตตาเน้นยำให้ศิษย์ฝึกการมีสติสัมปชัญญะ รู้ให้ชัด ข้าพเจ้าก็เพียรฝึกการมีสติในทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม กิน ทำงานให้มีสติระลึกรู้ตัวว่าทำอะไรอยู่เสมอ

ในสถานการณ์วิกฤตเนื่องมาจากไวรัสโควิด-19 ข้าพเจ้าก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับผลกระทบ ทั้งถูกลดเงินเดือน ลดเวลาการทำงาน แต่ก็ถือเป็นโอกาสที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีเวลาปฏิบัติภาวนาที่บ้านมากขึ้น จนเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน 2563 ที่เพิ่งผ่านมา ท่านอาจารย์ได้เมตตาเปิดธรรมสถานให้เหล่าศิษย์ได้ปฏิบัติภาวนาอย่างเข้มข้น ฝึกสติสัมปชัญญะ เคาะสนิม ลับดาบแห่งสติ ทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปปฏิบัติภาวนาระหว่างวันที่ 12-14 มิถุนายน 2563 และในคอร์สสั้น ๆ นี้ได้คลายปมบางอย่างในใจ ก็กล่าวคือ เมื่อก่อนจะคิดวน คิดมาตลอดว่า “จะไปอยู่ที่ไหนดี ๆ” ความรู้สึกแบบนี้เป็นมาตั้งแต่เด็ก ต่อเมื่อมาฝึกปฏิบัติเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ความรู้สึกจะไปอยู่ที่ไหนดีนี้ก็หายไป จิตมีสติอยู่กับปัจจุบันมากขึ้นอารมณ์ไม่ขึ้น ๆ ลง ๆ เหมือนแต่ก่อน ไม่กังวลเรื่องอนาคต ไม่คร่ำครวญไปในอดีต มีสติสัมปชัญญะ รู้ชัดในปัจจุบันได้ดี และแม้จะไปอยู่ที่ใดที่ไหนก็ช่าง ด้วยธรรมที่ได้รับมาจากท่านอาจารย์ จะเป็นแสงส่องทางให้ถึงซึ่งพระนิพพาน

เตโชวิปัสสนากรรมฐาน คือ คำตอบของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคดม ด้วยความเคารพสูงสุดเหนือเศียรเกล้า น้อมกราบพระอาจารย์ใหญ่สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี พ่อแม่ครูอาจารย์ทุกยุคทุกสมัย และท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง

2 thoughts on “คำตอบของชีวิต

  1. ขอน้อมจิตอนุโมทนาสาธุในธรรมทาน กับการนำประสพการณ์การปฏิบัติของตนเองมาเขียนให้ผู้อื่นได้อ่านเป็นธรรมทาน ธรรมแท้นั้นมีอยู่ หนทางและวิธีการมีอยู่ ในวันที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านยังอยู่ผู้หมายมั่นในการพ้นทุกข์ต้องตั้งใจในการทำความเพียร ละเว้นการทำบาปทั้งปวงด้วยการรักษาศีล ทำความดีให้ถึงพร้อม และหมั่นชำระจิตให้บริสุทธิ์ ขอให้คุณหนูพิชญ์ได้เข้าถึงมรรคผลนิพพานในเร็ววันนี้ด้วยนะครับ

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.