ประสบการณ์ธรรม แม่ชีอรุณ

ข้าพเจ้าแม่ชีอรุณ  เกิดในครอบครัวของพ่อม้วนและแม่เกม ปัจจุบันทั้งสองท่านเสียชีวิตแล้ว บ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ มีพี่น้องรวม 11 คน เสียชีวิต 2 คน เหลือ 9 คน ข้าพเจ้าเป็นบุตรคนที่ 7 ครอบครัวมีฐานะยากจน พ่อแม่มีอาชีพทำไร่ทำนา และเป็นครอบครัวมิจฉาทิฏฐิ  คนในครอบครัวรวมทั้งตัวข้าพเจ้ากระทำผิดศีลทั้ง 5 ข้อ  ตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต มีทั้งการฆ่าเพื่อความสนุกสนานและฆ่าเพื่อการยังชีพ  ศีลข้อที่ 2 การลักทรัพย์ของผู้อื่น ข้าพเจ้ามักจะแอบขโมยผักผลไม้จากสวนข้าง ๆ ขโมยปลา ขโมยกบจากเบ็ดของคนอื่นบ่อย ๆ ศีลข้อที่ 3 พ่อเป็นคนเจ้าชู้ แอบรักกับภรรยาชาวบ้าน ข้าพเจ้าเองในวัยรุ่นก็ได้รับการถ่ายทอดความเจ้าชู้จากพ่อมาเต็ม 100%  ศีลข้อที่ 4  พ่อมักจะใช้คำหยาบคายกับแม่อยู่เสมอ และมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่เป็นประจำ ตัวข้าพเจ้าเองก็มักจะพูดไม่สุภาพ พูดโกหกเพื่อการเอาตัวรอดอยู่เป็นประจำ ศีลข้อที่ 5 พ่อเป็นผู้ที่ดื่มสุรา ยาดอง สูบบุหรี่ เล่นการพนัน เมื่อไหร่ที่ดื่มสุราจนเมาขาดสติ พ่อจะทุบตีแม่ทุกครั้ง แม้ในยามที่แม่ตั้งครรภ์น้องคนเล็ก พ่อก็ยังทุบตีแม่จนถึงกับสลบ เมื่อท่านฟื้นรู้สึกตัวขึ้นมาและตั้งสติได้ ก็จะรีบวิ่งหนีเพื่อเอาชีวิตรอด  ทุกครั้งที่พ่อทุบตีแม่ ลูก ๆ จะลนลานหวาดกลัวไปหมด ข้าพเจ้าต้องรีบอุ้มน้องไปฝากไว้กับญาติ ๆ แล้วรีบมาช่วยแม่ให้พ้นจากการทุบตีของพ่อจึงทำให้ได้รับบาดเจ็บไปด้วยเสมอ ความเจ็บช้ำใจจากเหตุการณ์ที่พ่อทำร้ายแม่ทุกรูปแบบมันฝังอยู่ในจิตใจของข้าพเจ้ามาตั้งแต่เด็กจนโต

ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าได้เอ่ยปากกับพี่ชายว่า “ข้าพเจ้าเกลียดพ่อเหลือเกิน” และเคยถึงกับตะโกนออกมาว่า “จะขอเป็นลูกพ่อม้วนชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย จะไม่ขอเจอพ่อม้วนอีกทุกภพทุกชาติ” และยังมีรอยด่างในชีวิตที่พ่อได้สร้างไว้แก่ลูก ๆ นั่นก็คือ ลูกผู้หญิงทุกคนไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ บ่อยครั้งที่ข้าพเจ้าอุ้มน้องร้องไห้พร้อมบอกกับพ่อว่า หนูอยากเรียนหนังสือ เมื่อไหร่หนูจะได้ไปเรียนเหมือนเพื่อน ๆ สักที แต่พ่อก็ไม่อนุญาตให้ไปเรียน โดยให้เหตุผลว่าเป็นผู้หญิงจะเรียนหนังสือไปทำไม เสียเวลาทำมาหากิน ให้อยู่บ้านเลี้ยงน้องอีก 2 คน ในเวลาที่พ่อกับแม่ไปรับจ้างทำงานยังมีประโยชน์มากกว่าการไปเรียนหนังสือ ข้าพเจ้าจึงให้ฉายาตัวเองว่า คนหูหนวก ตาบอด เป็นใบ้

ในวัยเด็กของข้าพเจ้า แม้คนในครอบครัวจะมีแต่การทะเลาะเบาะแว้ง การทำร้ายร่างกายที่พ่อทำร้ายแม่  การผิดศีลทั้ง 5 ข้อ แต่ในอีกมุมหนึ่งของข้าพเจ้าก็ยังมีจิตใจรู้บุญบาป รู้ผิดรู้ชั่วอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่อายุราว 9–10 ขวบ จะมีคำที่ผุดขึ้นมาในใจเสมอ คำ ๆ นั้น คือคำว่า พุท โธ แล้วจิตของข้าพเจ้าจะมีความเพียรอยากจะนั่งสมาธิตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งขณะนั้นไม่เคยเข้าวัดหรือฟังธรรมจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ใดมาก่อนเลย  ข้าพเจ้ามักจะนั่งสมาธิด้วยตัวเองอยู่เป็นประจำ ในตอนกลางวันก็ไปทำงานที่สวนที่ไร่กับพ่อและแม่  ในขณะที่ทำงานนั้นจิตจะมีคำว่า พุท โธ ผุดขึ้นมาตลอด ในเวลาที่ว่างจากการทำงาน ข้าพเจ้ามักแอบหลบเข้าป่าหรือขึ้นต้นไม้ เพื่อไปนั่งสมาธิเป็นประจำ ครั้งหนึ่งในเวลากลางคืน ขณะนั่งสมาธิที่บ้าน โดยได้จุดธูป เทียนไว้แล้วเริ่มนั่งสมาธิ  ในจิตท่องคำว่า พุท โธ ๆ สักพักเกิดความรู้สึกร้อนและเหมือนเกิดแสงสว่างจ้า จึงสงสัยว่า เอ๊ะ ทำไม พุท โธ มีทั้งร้อนและแสงสว่าง ในจิตก็บอกว่า ให้ลืมตาดูก่อน ไฟไหม้บ้านหมดไปครึ่งหลังแล้ว จึงลืมตาขึ้นมาดู ปรากฏว่าไฟไหม้บ้านไปแล้วครึ่งหลังจริง ๆ พอตั้งสติได้จึงรีบลุกไปปลุกพ่อที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่ให้ออกจากบ้าน แล้วก็มายืนดูไฟที่กำลังไหม้บ้านที่เหลืออยู่โดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย

ตอนอายุ 15 ปี ข้าพเจ้าเริ่มไปทำงานรับจ้างที่กรุงเทพฯ  เมื่อมีโอกาสมักจะไปทำบุญตักบาตรและนั่งสมาธิเองที่วัด หรือที่ห้องพักแคบ ๆ อยู่เสมอ บ่อยครั้งที่อยากจะอ่านหนังสือธรรมะหรือหนังสือทั่ว ๆ ไป แต่ก็ไม่สามารถอ่านได้  จึงทำได้แค่เพียงหาซื้อเทปหรือซีดีธรรมะของพ่อแม่ครูอาจารย์หลาย ๆ ท่านมาฟังเท่านั้น  แม้จิตใจจะชอบการทำบุญแต่ก็รักความสนุกสนาน มีการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ การเที่ยวตามประสาแบบคนโลก ๆ ทั่วไป ข้าพเจ้ามีโอกาสบวชชีพราหมณ์และบวชชีแบบปลงผมอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ยังไม่พบทางที่สงบสุขอย่างแท้จริง ยังไม่เจอพ่อแม่ครูอาจารย์ที่ถูกจริตของตนเลย ชีวิตเวียนวนซ้ำ ๆ แบบนี้เรื่อยมา ทุกข์ใจก็เข้าวัดฟังธรรม พอสุขก็ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เที่ยว ชีวิตนี้มีแต่ความทุกข์ ทุกข์ทางกายจากโรคภัยไข้เจ็บ (ข้าพเจ้าเป็นมะเร็งที่กระดูกสันหลัง) ต้องทนทุกข์จากความเจ็บปวดมาโดยตลอด แม้ในปัจจุบันความเจ็บปวดก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลย ทุกข์ทางใจก็แสนสาหัส ทำให้จิตดวงนี้ต้องการอยากพ้นทุกข์ เพียรแสวงหา อยากเจอพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่แท้จริง ที่นำพาให้เดินทางตรงไม่หลงทาง

จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2554 อาการเจ็บป่วยมีความรุนแรงและหนักมากขึ้น ไม่สามารถทำงานได้อีก ช่วยเหลือตัวเองแทบไม่ได้ ญาติ ๆ จึงมารับตัวข้าพเจ้ากลับไปดูแลที่บ้านเกิด อาการก็ไม่ดีขึ้น และในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2555 จึงตัดสินใจบอกพี่น้องว่า ขอบวชชีแบบปลงผมอีกครั้งเป็นเวลา 19 วัน เพื่อแก้บน

ได้พบสายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐาน

ข้าพเจ้าได้พบกับคุณแม่ชีดวงมณี ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรในทางธรรม ครั้งแรกที่ได้พบท่าน ข้าพเจ้าได้น้อมขอเป็นศิษย์ของท่าน  แต่ท่านรีบปฏิเสธไม่รับ แล้วเอ่ยว่าจะพาไปพบพ่อแม่ครูอาจารย์ของท่าน และจะพาไปเข้าคอร์สภาวนาที่เตโชวิปัสสนาสถาน จังหวัดสระบุรี  ก่อนที่จะมีโอกาสได้เข้าคอร์ส คุณแม่ชีดวงมณีได้มอบรูปภาพของผู้หญิงท่านหนึ่งให้ พร้อมเอ่ยว่านี่แหละคือ ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล พ่อแม่ครูอาจารย์ของท่าน ในครั้งแรกที่ได้รับรูปมาและมองที่รูปภาพ รู้สึกปีติ ปลาบปลื้มว่านี่แหละ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่เราตามหา ที่อยากพบเจอมานานแสนนาน ทันทีที่รับรูปภาพมาถือไว้ พลันอาการเจ็บปวดในร่างกายก็ทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์  ข้าพเจ้าเอารูปของท่านอาจารย์บูชาไว้บนหัวนอนตั้งแต่นั้นมา

เมื่อได้พบท่านอาจารย์เป็นครั้งแรกในคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ข้าพเจ้ารู้สึกปีติ ตื้นตัน อิ่มเอิบใจอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกเหมือนลูกที่พลัดพรากจากแม่มานานและได้มาพบเจอกันอีกครั้ง ความสุข ความอบอุ่น เกิดขึ้นท่วมท้นหัวใจ รู้สึกมีกำลังใจ มีเรี่ยวแรงในการภาวนามากขึ้น หลังกลับจากการเข้าคอร์สแรก ข้าพเจ้ามีความมุ่งมั่นหมั่นเพียรในการภาวนาอย่างยิ่ง การปฏิบัติดีขึ้นโดยลำดับ ร่างกายที่เดินแทบไม่ได้ แม้แต่แรงที่จะพยุงตัวเองก็แทบจะไม่มี ทำงานไม่ได้เลย กลับเริ่มมีเรี่ยวแรงมากขึ้น เดินเองได้ พยุงตัวเองได้ ร่างกายของข้าพเจ้า ดีขึ้นเรื่อย ๆ และได้เข้าอบรมเตโชวิปัสสนากรรมฐานจนถึงคอร์สที่ 8 อาการเจ็บปวดจากโรคมะเร็งกระดูกสันหลังก็ทุเลาลง จนสามารถช่วยเหลือการงาน ช่วยเหลือตัวเองได้เกือบเป็นปกติ และมีความก้าวหน้าทางธรรม

หลังจากคอร์สที่ 8 เป็นต้นมา ข้าพเจ้าก็มุ่งมั่นหมั่นเพียรในการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องพบเจอความยากลำบากทั้งทางกายและทางใจมาโดยตลอด ต้องทนทุกข์จากความเจ็บปวดตามร่างกาย ต้องต่อสู้กับความแปรปรวนของสภาวะจิตใจ ที่ทำให้เกิดความนึกคิดต่าง ๆ ทั้งการไม่อยากพบปะญาติโยม การหนีเข้าป่าเพียงคนเดียว การไม่เห็นคุณค่าของชีวิตตัวเอง คิดจะสึกก็หลายครั้ง ความน้อยเนื้อต่ำใจในวาสนา คิดว่าคนอย่างเราผู้ไม่มีการศึกษาก็คงทำได้เท่านี้แหละ ทุกครั้งก่อนที่จะเข้าคอร์สภาวนา สภาพจิตใจของข้าพเจ้าจะแปรปรวน ทั้งที่แรก ๆ จะหมั่นเพียรภาวนาโดยไม่ย่อท้อต่อความเจ็บปวดทางกาย และจะดีใจทุกครั้งเมื่อได้ทราบว่าตนเองกำลังจะได้เข้าคอร์สภาวนา แต่เมื่อใกล้ถึงวันจะเข้าคอร์ส จิตใจของข้าพเจ้าจะหยาบกระด้าง ไม่อยากจะไป เอะอะโวยวาย ตัดพ้อในวาสนาของตัวเอง พูดจาไม่สุภาพกับญาติโยม และแสดงกิริยามารยาทไม่สุภาพแม้แต่กับแม่ชีดวงมณีด้วยเช่นกัน

ข้าพเจ้าได้ไปเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐานอีกหลายต่อหลายครั้ง เป็นระยะเวลานานหลายปี แต่ธรรมก็ยังไม่ก้าวหน้าขึ้นเลย มันยิ่งตอกย้ำความน้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาของตนเองขึ้นไปเรื่อย ๆ ข้อแม้ในการปฏิบัติภาวนาจึงมีมากขึ้น หลายครั้งที่คิดจะออกจากสถานปฏิบัติธรรมไปอยู่ที่อื่นเพราะคิดว่า ที่นี่อยู่แล้วไม่มีความสุขเลย   มันมีแต่ทุกข์กับทุกข์เท่านั้น  เมื่อไหร่ที่จิตใจอยู่ในสภาวะสงบก็จะเพียรภาวนาอย่างยิ่ง แต่เมื่อไหร่ที่จิตใจมีความแปรปรวนก็จะอ้างกับตัวเองว่า เราป่วย เราไม่มีแรง ก็เราทำได้แค่นี้ วาสนาเรามีแค่นี้ คงไม่ก้าวหน้าไปมากกว่านี้แล้วล่ะ แล้วจิตก็จะจมปลักอยู่แต่กับความทุกข์ จะไม่ยอมปฏิบัติภาวนาเลย  แต่หากช่วงไหนที่ร่างกายมีกำลังขึ้นมาก็จะโหมทำงานหนักจนไม่ค่อยได้พักผ่อน จะทำงานจนร่างกายหมดแรงถึงจะหยุดทำงาน เมื่อร่างกายหมดแรงการปฏิบัติภาวนาก็ต้องหยุดตามไปด้วย  ซึ่งมีอาการอยู่แค่ 2 อย่าง คือ ปวดมาก กับปวดมาก ๆ และยังมีความเจ็บปวดมาเพิ่มขึ้นอีกจากการผ่าตัดเนื้องอกที่มดลูกเมื่อปลายปี พ.ศ. 2562 ซึ่งปัจจุบัน อาการปวดจากแผลผ่าตัดก็ยังปวดอยู่เรื่อย ๆ

จนกระทั่ง คอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐานคอร์สล่าสุด วันที่ 29 มิถุนายน–4 กรกฎาคม 2563 ในระหว่างปฏิบัติภาวนาจิตใจของข้าพเจ้ามองเห็นสัจธรรมความเป็นจริงของชีวิตได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สามารถแยกแยะความทุกข์ ความสุข การปล่อยวาง และการวางอุเบกขาต่อสิ่งที่กิเลสปรุงแต่งขึ้นมาเพื่อปั่นจิตได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น จิตสามารถยอมรับความเจ็บป่วยของตัวเองได้ คำพูดที่ท่านอาจารย์ได้เคยพูดให้กำลังใจแก่ข้าพเจ้าชัดเจนขึ้นมาในจิตคือ “กายป่วย ใจไม่ป่วย แล้วลุยเข้าไป” คำพูดนี้ข้าพเจ้าจดจำไว้ในใจมาโดยตลอด ซึ่งเป็นน้ำทิพย์ชโลมใจให้ฝ่าฟันอุปสรรคมาได้จนถึงทุกวันนี้

ข้าพเจ้าคิดอยู่เสมอว่า ความก้าวหน้าทางธรรมของตนเองนั้น  เกิดขึ้นได้ด้วยความเกื้อหนุนและความเมตตาของพ่อแม่ครูบาอาจารย์  90 %  มีเพียงแค่ 10% เท่านั้นที่เป็นวาสนาของตัวเอง ในคอร์สนี้ จิตของข้าพเจ้ามองเห็นแต่ความทุกข์ แต่ก็พยายามอดทน  จิตมันสอนตัวเองว่า เราต้องอดทนต่ออุปสรรคให้ได้ ในวันแรกที่ท่านอาจารย์เรียกสอบอารมณ์ ได้กราบเรียนท่านอาจารย์ว่า  “จิตใจของศิษย์มองเห็นสัจธรรมความเป็นจริงของชีวิตได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น สามารถแยกแยะความทุกข์ ความสุข การปล่อยวาง และการวางอุเบกขาต่อสิ่งที่กิเลสปรุงแต่งขึ้นมาเพื่อปั่นจิตได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น” ท่านอาจารย์เมตตาบอกว่า “เป็นสภาวธรรมที่ดี ขอให้แม่ชีเพียรปฏิบัติต่อไปอย่าได้น้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาของตัวเอง อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะแต่ละคนมีวาสนามาแตกต่างกัน ตัวแม่ชีเองก็ทราบอยู่แล้วว่า มีกรรมมากมายเพียงใด อีกทั้งกรรมหนัก กรรมเพียบแปล้เลย ต้องอดทนนะ”

ในขณะที่ฟังคำท่านอาจารย์จิตใจของข้าพเจ้าไม่ได้สั่นหรือหวั่นไหวใด ๆ และน้อมรับด้วยจิตใจอันสงบนิ่ง หลังจากนั้นก็ไปนั่งปฏิบัติภาวนาที่เรือนโพธิ์ ขณะภาวนาจิตผุดคำพูดของท่านอาจารย์ขึ้นมาว่า “เพียบแปล้ กรรมหนัก กรรมเพียบแปล้” แล้วจิตก็ผุดถ้อยความขึ้นว่า “เมื่อกรรมเพียบแปล้ได้ มันก็แห้งได้ กรรมมันมีได้ มันก็หมดได้ มันตั้งมาได้ มันก็ดับได้ บัวที่ตูมก็รอที่จะบาน ทำให้จิตของข้าพเจ้ามีกำลังที่จะปฏิบัติต่อไป มีความร้อน มีความนิ่ง จิตไม่ดิ้นซัดส่ายไปไหน และเมื่อได้ฟังธรรมจากท่านอาจารย์ก็มีแต่ความสุข จิตยิ้มได้ ทำให้ได้เข้าใจว่า ยิ้มประภัสสร มันเป็นแบบนี้นี่เอง จิตสามารถแยกความเจ็บปวดทางกายออกจากจิตได้ แยกรูปแยกนามได้ รู้เวทนาในเวทนาได้ รู้จิตในจิต รู้ธรรมในธรรม

ในวันที่ 4 ของการปฏิบัติ ข้าพเจ้าไม่มีสภาวธรรมใด ๆ ผุดขึ้นมา มีแต่ความสงบนิ่ง  ความรู้ตัวทั่วพร้อม และความร้อนเท่านั้น จนกระทั่งท่านอาจารย์เมตตาเรียกสอบอารมณ์  ในจิตก็คิดว่า ไม่รู้จะกราบเรียนท่านอาจารย์อย่างไร เนื่องจากไม่มีสภาวธรรมใด ๆ เลย ขณะเข้าไปนั่งข้างหน้าท่านในจิตก็ผุดขึ้นมาว่า  “ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไม่นานก็เผาทิ้ง แล้วจะมายึดมั่นถือมั่นอะไรอีก เพียรดำริออกจาก กิน เกียรติ กาม ละโลกธรรม 8” หลังจากกราบเรียนท่านอาจารย์ถึงถ้อยคำที่ผุดขึ้นมานี้ ด้วยจิตที่นิ่งสงบไม่หวั่นไหวใด ๆ ท่านอาจารย์ก็ได้ยินดีในสภาวธรรมที่มีความก้าวหน้า เมื่อได้ยินดังนั้น จิตก็ไม่ได้มีความตื่นเต้นหรือยินดี ขณะนั้นข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า กายเบา จิตโล่งโปร่งเบา จิตยิ้มประภัสสรตลอดเวลา

ความทุกข์กาย ทุกข์ใจใด ๆ ข้าพเจ้าก็สามารถผ่านไปได้เพราะการอยากหลุดพ้นจากความทุกข์นั้น ๆ  ข้าพเจ้าต้องมีความเพียร ความพยายาม และความอดทนเป็นอย่างมาก เพราะกรรมที่ทำมานั้นมากมายเหลือเกิน แม้หลาย ๆ ครั้ง จะเกิดความท้อแท้ท้อถอยขึ้นมา แต่ไม่ว่าจะทุกข์ จะท้อแท้สักเพียงใด  ข้าพเจ้าก็ไม่เคยคิดถอยหลังหรือเดินออกจากเส้นทางธรรมนี้เลย  ถึงจะล้มลุกคลุกคลานไปบ้าง ก็ไม่ท้อ ไม่ถอย แม้จะถอยก็เป็นเพียงการถอยเพื่อไปตั้งหลัก เพื่อเตรียมสู้ใหม่อีกครั้ง และอีกหลายต่อหลายครั้งของข้าพเจ้าเท่านั้น

ข้าพเจ้าเป็นผู้มีวาสนายิ่งนักที่ได้พบท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล และสายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐานนี้ และอีกหนึ่งท่านที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือ คุณแม่ชีดวงมณี ผู้เป็นกัลยาณมิตรและเป็นผู้ที่ชักนำให้ข้าพเจ้าได้เดินในทางธรรมนี้ ที่เป็นทางตรงไม่หลงทาง และท่านยังคอยช่วยเหลือดูแลเอาใจใส่ คอยอยู่เคียงข้าง เพื่อส่งแรง ส่งพลัง ส่งกำลังใจ ประคับประคองทั้งกายและใจของข้าพเจ้าอย่างดีเยี่ยมมาโดยตลอด ท่านจะคอยดูแล ชี้แนะ ตักเตือน  คอยขัด คอยเกลา คอยช่วยเหลือข้าพเจ้า ในตอนที่ข้าพเจ้าจิตใจอยู่ในภาวะแปรปรวน ท่านก็ไม่เคยทอดธุระหรือทอดทิ้งข้าพเจ้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน และผู้ที่มีพระคุณต่อข้าพเจ้าเป็นอย่างมากอีกหนึ่งท่านก็คือ พระคุณเจ้าหลวงพ่อสัญชัย จิตตภโล ท่านมีความเมตตาอบรมสั่งสอนธรรม และช่วยแก้ไขในธรรมที่ข้าพเจ้าติดขัดมาโดยตลอดเช่นเดียวกัน

สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าขอให้ทุกท่านที่มีวาสนาได้พบธรรมแท้ ได้เดินอยู่ในมรรคาแห่งความหลุดพ้นนี้ จงมีความศรัทธาที่มั่นคง หมั่นเพียรในการภาวนา เชื่อปัจจัตตังในตนเอง มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ให้ธรรม ให้แสงสว่าง จงอย่าเป็นคนอกตัญญู จงเป็นบ่อเกิดแห่งความดีงามเพื่อผู้อื่น และรักษาความดีนี้ไว้จนกว่าจะเข้าถึงซึ่งพระนิพพาน

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมกราบรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาประมาณมิได้แห่งพระบรมศาสดา องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าโคดม ด้วยความเคารพสูงสุดเหนือเศียรเกล้า

น้อมกราบพระอาจารย์ใหญ่สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกยุคทุกสมัย และท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.