ประสบการณ์ธรรม คุณแพรววไล

ข้าพเจ้าชื่อ แพรววไล อายุ 55 ปี  จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบการศึกษาระดับปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแม็กควอรี ประเทศออสเตรเลีย

ข้าพเจ้าออกเรือนเข้ามาในครอบครัวที่ทำธุรกิจค้าส่งอัญมณี จึงทำให้มีโอกาสได้รู้จักสุภาพสตรีท่านหนึ่ง ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ พร้อมกับการปฏิบัติธรรมควบคู่ไปด้วย ข้าพเจ้าทึ่งในความสามารถ จึงติดตามข่าวสารต่าง ๆ ด้วยความชื่นชม และยกให้ท่านเป็นแรงบันดาลใจนับตั้งแต่นั้นมา สุภาพสตรีท่านนั้นคือ ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ผู้เป็นวิปัสสนาจารย์ที่ข้าพเจ้าเคารพรักและศรัทธายิ่ง ข้าพเจ้าเข้ามาเป็นศิษย์ในสายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐานเมื่อเดือนมีนาคม 2560

ความหวังดี

ข้าพเจ้าเป็นแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยความคาดหวังสูงและมักเปรียบเทียบลูกกับเพื่อน ๆ ลูกเสมอ เช่น เมื่อลูกทำคะแนน SAT เคมีได้เพียง 690 แต่เพื่อนลูกทำได้ 770  ทันทีที่ทราบคะแนน ข้าพเจ้าก็เริ่มกดดันลูกแทนการให้กำลังใจ และบอกเขาว่า จะให้เขางดกิจกรรมทุกอย่างที่เขาชอบและอยากทำ เช่น การเต้น Cover Dance แบบเกาหลี ซึ่งถือเป็นการทำร้ายจิตใจลูกอย่างมาก การที่แม่คนหนึ่งนำคะแนนมาเป็นข้อเปรียบเทียบและกดดันลูกภายใต้คำว่า ความหวังดีจากผู้เป็นแม่นั้น เป็นความรักที่มีเงื่อนไข

หากลูกคะแนนไม่ดี แม่จะไม่รัก แม่จะไม่สนใจลูกเช่นนั้นหรือ?  เราจะเป็นแม่แบบนั้นจริง ๆ หรือ?  ข้าพเจ้าเฝ้าถามตนเอง

หลังจากที่ข้าพเจ้าเปลี่ยนกระบวนการทางความคิดที่มีต่อลูกว่า เด็กทุกคนมีความเก่งในแบบฉบับของตนเองหากได้รับการสนับสนุนและพัฒนาทักษะตามศักยภาพของเด็กคนนั้น ในที่สุด ลูกของข้าพเจ้าก็สามารถทำคะแนนได้ 780 จากคะแนนเต็ม 800 โดยที่ลูกยังคงได้ทำทุกกิจกรรมที่เขารัก และยังเป็นการช่วยผ่อนคลายระหว่างการสอบที่ดำเนินต่อเนื่องยาวนานร่วม 2 ปี แท้จริงแล้ว เด็กทุกคนมีความสามารถทำคะแนนให้สูงได้ หากแม่เข้าใจและให้กำลังใจลูกว่า  “เรามาสู้ด้วยกัน แม่เป็นกำลังใจให้เสมอ” แม่ที่ดูแลสนับสนุนลูก เอาใจใส่ลูกด้วยหัวใจ นั่นต่างหากคือสิ่งที่ลูกปรารถนา

ความสมบูรณ์แบบ

ข้าพเจ้าเป็นคนละเอียด และคอยมองจับสิ่งที่ผิดไปจากมุมมองของตนเอง ยกตนเองเป็นมาตรฐานในการวางแผน จัดการทุก ๆ เรื่องในชีวิตของทุก ๆ คนในครอบครัว รวมถึงคู่ชีวิตและลูก ๆ ภายใต้นิยามของคำว่า “สมบูรณ์แบบ” เพราะเชื่อว่า ข้าพเจ้านั้นเก่งที่สุด ฉลาดที่สุด คล่องแคล่วที่สุด มีระบบการจัดการที่ยอดเยี่ยมที่สุด ที่สำคัญข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า อย่างไรเสียข้าพเจ้าจะยังคงเป็นที่รักและยอมรับของทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นคู่ชีวิตและลูกชายทั้งสามอย่างแน่นอน ความคิดเช่นนี้ ถือเป็นการพอกพูนอัตตา และเพิ่มพูนความทุกข์ให้กับตนเองโดยไม่รู้ตัว ทั้งการกล่าวโทษผู้อื่นและการตัดสินว่า ควรจะทำเช่นนั้น เช่นนี้ นำมาซึ่งความรู้สึกผิดและการแบกทุกข์ไว้จนแนบเป็นเนื้อเดียวกับใจตน

ไม่นานมานี้ ในงานฉลองวันคล้ายวันเกิดของข้าพเจ้า ผู้จัดเตรียมขนมเค้ก เทียน ป้ายวันเกิดคือ ตัวข้าพเจ้าเอง จึงมีคำถามว่า เหตุใดจึงไม่มีใครมาเตรียมสิ่งเหล่านี้ให้แก่เราบ้าง? (ข้าพเจ้ามักเป็นผู้จัดเตรียมงานให้ผู้อื่นเสมอ ๆ) เมื่อถึงเวลาเป่าเค้ก บริกรในร้านอาหารได้ยกขนมเค้กที่ปักเทียนอย่างเรียบร้อยมาให้ ข้าพเจ้าบอกว่า จะเป็นผู้จุดเทียนเอง หลังจากนั้น สิ่งที่ข้าพเจ้าทำคือ ย้ายเทียนที่ปักมาเรียบร้อยแล้วทุกตำแหน่ง  ย้ายแผ่นป้ายวันเกิด ต่อหน้าบริกร เพื่อให้ตรงกับที่ใจตนเองต้องการ ในขณะที่มือย้ายเทียนอยู่นั้น พลันเกิดความคิดว่า เพราะ… เป็นเช่นนี้ ..นี่เอง  ไม่มีใครทำอะไรได้ถูกใจข้าพเจ้า จึงไม่มีใครกล้าเข้ามาจัดการสิ่งต่าง ๆ ให้เลย

คลายปม

“ในครอบครัว ดูเหมือนพ่อบ้านจะเป็นผู้นำของครอบครัว แต่…แม่กลับเป็นเสาหลักของครอบครัว”

เป็นคำกล่าวของท่านอาจารย์แก่ข้าพเจ้า  ระหว่างการรายงานสภาวธรรมครั้งแรกในคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐาน คอร์สที่ 4 ของข้าพเจ้า (วันที่ 29 มิถุนายน-5 กรกฎาคม 2563)  เนื่องจากข้าพเจ้ากราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ศิษย์จะสร้างสมดุลให้กับชีวิตครอบครัวและธรรมะได้อย่างไร? ท่านอาจารย์เมตตาตอบว่า “ไม่ต้องรู้สึกผิดกับการมาปฏิบัติธรรม หรือการหลีกเร้นจากครอบครัว การที่ครอบครัวมีเสาหลัก คือแม่ที่มีจิตใจที่หนักแน่น มั่นคง ย่อมส่งผลดีต่อครอบครัว ก่อเกิดเป็นความรัก ความสงบสุข เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมิใช่หรือ?”

“ธรรมะมิได้เกิดขึ้น เพื่อที่จะทำให้หัวใจใครแตกสลาย แต่เกิดขึ้นเพื่อจะนำความรักแท้ ความสุข ความสงบร่มเย็นให้เกิดแก่ทุกคน”

(จากหนังสือ ฆราวาสบรรลุธรรม เล่ม 1 บทที่ 8 หน้า 48 โดย ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล)

ท่านอาจารย์เมตตาชี้แนะให้ข้าพเจ้ากล้าหาญที่จะพูดคุยกับครอบครัวด้วยความเข้าใจ โดยทุกคนมีอิสระในการเลือกทางเดินของตน แต่ยังคงเคารพการตัดสินใจของกันและกัน บอกถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการจะไป และใช้เวลากับครอบครัวแบบมีคุณภาพ ภาวนาอย่างมีวินัยวันละครั้ง ครั้งละ 1.20 ชั่วโมง ก็เพียงพอสำหรับผู้ที่มีครอบครัวใหญ่ มีสมาชิกในครอบครัวหลายคน และแบ่งเวลามาเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมปีละ 2 ครั้ง ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกผ่อนคลาย โปร่งโล่ง เบาสบาย คลายความกังวลใด ๆ ทันที สามารถปฏิบัติภาวนาได้อย่างตั้งมั่น และได้เข้าใจว่า แท้จริงแล้วความสับสนนั้น เกิดจากจิตปรุงแต่งด้วยความยึดมั่นถือมั่นของตนเอง เพราะคิดเสมอว่า ตนนั้นเป็นบุคคลสำคัญในบ้าน ซึ่งเป็นอัตตาที่รอการถอดถอน

ในคืนวันสุดท้าย ท่านอาจารย์เมตตาสอนธรรมเรื่อง  “พระคุณแม่” ว่า กว่าจะให้กำเนิดลูกน้อยได้นั้น แม่ต้องเอาชีวิตเข้าแลก ทำให้ความรู้สึกผิดต่อแม่ของข้าพเจ้าผุดขึ้นมาและร้องไห้ในความเข้าใจผิดของตนเอง แม่ให้เลือดให้เนื้อ ให้เรามาทั้งชีวิต แล้วควรหรือที่จะมีความคิดน้อยอกน้อยใจแม่ ข้าพเจ้าย้อนระลึกถึงตนเองในวัย 4 ขวบ ที่ฝังใจกับภาพที่แม่อุ้มน้องกลับมาจากโรงพยาบาล เกิดเป็นความน้อยใจ รู้สึกว่าแม่ไม่รัก แม่รักน้องมากกว่ามาตลอดตั้งแต่วันนั้น เมื่อสำนึกผิดจึงได้ไปกราบขอขมากรรมต่อคุณแม่ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เนื่องจากคุณแม่ได้ล่วงลับไปแล้ว พร้อมกันนั้นได้น้อมอุทิศบุญจากการปฏิบัติแด่คุณแม่กิมซก ด้วยสำนึกในพระคุณอันยิ่งใหญ่ที่ท่านได้ให้ชีวิต

เมื่อมีโอกาสกราบรายงานสภาวธรรมต่อท่านอาจารย์ ท่านจึงเมตตาสอนว่า เรามักคิดว่า เครื่องขวางกั้นความก้าวหน้าต้องเป็นเฉพาะเรื่องใหญ่หรือความทุกข์ที่ถาโถม แต่สำหรับข้าพเจ้านั้น กลับเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ละเอียดอ่อน ละเมียดละไม ที่เป็นตัวขวางความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ความน้อยใจแม่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับเด็กหญิงวัย 4 ขวบนั้น คือโลกทั้งใบที่ไม่ได้เป็นสีชมพูอีกต่อไป

หากลูกทุกคนได้รับความมั่นใจว่า “แม่รักเรา” ข้าพเจ้าเชื่อเหลือเกินว่า ลูกทุกคนพร้อมจะต่อสู้กับอุปสรรคทั้งปวง ด้วยจิตใจที่แข็งแกร่ง กล้าหาญและตั้งมั่น เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะลูกทุกคนอยากทำให้แม่ภูมิใจในตัวเขานั่นเอง

ท่านอาจารย์เปรียบประดุจแม่ ผู้เป็นต้นแบบเสาหลักของครอบครัวที่ควรแก่การสรรเสริญ จดจำ แม่ผู้งดงามยิ่ง ผู้ทำให้บ้านที่เชิงเขานั้นเป็นบ้านที่สมบูรณ์แบบ เป็นบ้านที่ปลอดภัยแก่ทุก ๆ ดวงจิต

“จิตเดิมนั้นใสบริสุทธิ์ ปราศจากการตัดสิน ปราศจากการกล่าวโทษใด ๆ”

ทุกหย่อมหญ้า ทุกย่างก้าว อบอวลด้วยความรักที่แม่ได้ถ่ายทอดไว้ แม่รักลูกเสมอกันทุกคน ข้าพเจ้าจักขอน้อมนำต้นแบบนี้มาสร้างครอบครัว เพื่อเป็นแม่ คือเสาหลักของครอบครัวที่เกื้อกูล ส่งเสริม สนับสนุน มอบความรักความเมตตาไปในทุกพื้นที่ ทุกย่างก้าวในบ้าน ทำให้บ้านเป็นพื้นที่ที่อบอุ่นปลอดภัย เป็นที่พัก ที่พึ่งพิง ไร้ซึ่งการตัดสิน การกล่าวโทษ การเปรียบเทียบ และที่สำคัญไร้ซึ่งความคาดหวัง เพื่อหนุนส่งทุกดวงจิตของลูก ๆ ให้เบิกบาน มีหัวใจที่เปี่ยมด้วยความรักและเมตตา ได้เข้าถึงจิตเดิมที่ใส สะอาด บริสุทธิ์… และเป็นอิสระในที่สุด

3 thoughts on “แม่ คือ เสาหลักของครอบครัว

  1. ขอน้อมอนุโมทนาสาธุกับธรรมทานที่คุณแพรววไลนำมาแบ่งปันค่ะ ได้รับข้อคิดดีๆจากคำสอนของท่านอาจารย์และประสบการณ์ของคุณแพรววไลค่ะ

    ถูกใจ

  2. ขอน้อมจิตอนุโมทนาสาธุในธรรมทาน การปฏิบัติธรรมของพี่ป้อ แพรวไล ในความละเอียดอ่อนของจิตใจทีแม่มีต่อลูก ต่อครอบครัว ว่าเรามิควรมีอัตตา หรือคาดหวังในความเป็นหน้าที่ของเราใดๆ ก็ตามแต่ทำแต่ละหน้าที่ให้ดีที่สุด และลูกที่ควรมีต่อแม่ด้วยความสำนึกในกตัญญูอันยิ่ง มิควรมีสิ่งใดมากั้นความรักและพระคุณของแม่

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.