ประสบการณ์ภาวนา คุณศตพรรษ์

ข้าพเจ้าชื่อศตพรรษ์ อายุ 38 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านมัลติมีเดีย จากมหาวิทยาลัยสวินเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ปัจจุบันทำอาชีพธุรกิจส่วนตัวมีห้องเย็นเก็บพืชไร่ เช่น หอม กระเทียม พริก มะขาม ข้าพเจ้าเป็นลูกชายคนเล็กเลยถูกเลี้ยงมาแบบตามใจ โดยเฉพาะบิดาจะค่อนข้างตามใจมากและแทบจะไม่เคยดุว่าเลย แม้เมื่อทำผิดโดนมารดาตำหนิ บิดาก็จะเข้าข้างตลอด จึงทำให้เป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง ใช้ชีวิตสนุกไปวัน ๆ จากการกินเที่ยว ดื่ม เสพ ส่วนเรื่องศีล 5 นั้น เป็นเรื่องไกลตัวมาก และเรื่องปฏิบัติธรรมก็ไม่เคยอยู่ในความคิดเลยในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม ทั้งที่ข้าพเจ้าไม่รักษาศีล 5 และดูแคลนในการรักษาศีล แต่กลับมีความเชื่อว่าวิปัสสนากรรมฐาน คือ มงกุฎของพระพุทธศาสนาอย่างสนิทใจ หลังจากได้อ่านหนังสือธรรมะที่ได้มาจากมารดา

ขณะกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี วันหนึ่งเพื่อนสนิทผู้ชายได้โทรมาหาบอกว่าแฟนของเขาได้ตั้งท้อง 3 เดือนแล้ว ซึ่งแฟนสาวผู้นี้ก็เป็นเพื่อนสนิทของข้าพเจ้าเช่นกัน เพื่อนชายบอกว่า จะขอยืมเงินเพื่อพาแฟนไปทำแท้งเพราะตนเองมีไม่พอ ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้ตอบตกลงและยังเห็นด้วยกับเพื่อนในการกระทำดังกล่าว เพราะทราบดีว่าบิดาของเพื่อนสนิทชายเป็นทหารที่ค่อนข้างดุ หากทราบเรื่องเพื่อนจะต้องถูกดุด่าว่ากล่าวตำหนิอย่างรุนแรงอย่างแน่นอน ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจช่วยเพื่อนแบบเต็มใจโดยไม่คัดค้านอะไรเลย วันที่หมอนัดข้าพเจ้าก็ยังโดดเรียนไปอาสาขับรถรับส่งเพื่อนทั้งสองอีกด้วย หลังจากเสร็จกระบวนการทำแท้งแล้วก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือสลดใจอันใดเลย กลับดีใจด้วยซ้ำที่สามารถช่วยเพื่อนให้แก้ปัญหานี้ได้

ตลอดระยะกว่า 15 ปี ข้าพเจ้าไม่เคยนึกถึง หรือมีความกังวลในบาปอกุศลเกี่ยวกับเหตุการณ์ทำแท้งครั้งนั้น เป็นช่วงเวลาที่ไม่เคยเกิดความสำนึกผิดใด ๆ แม้หลังจากแต่งงานแล้วจะเริ่มเข้าวัดทำบุญอยู่เนือง ๆ แต่เหตุการณ์ครั้งอดีตก็ไม่เคยปรากฏขึ้นมารบกวนใจเลยสักครั้ง จนกระทั่งภรรยาของข้าพเจ้าได้เริ่มมาปฏิบัติธรรมที่เตโชวิปัสสนาสถานช่วงปี 2559 และพยายามชักชวนให้ไปปฏิบัติธรรมด้วยกัน แต่เวลานั้นรู้สึกไม่ชอบสถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ จึงบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด ข้าพเจ้ารู้สึกอึดอัดใจทุกครั้งที่ต้องมายังธรรมสถาน ถึงกับไม่ยอมลงจากรถเลยทีเดียว แต่ในที่สุดได้พบสิ่งสำคัญที่เปลี่ยนความคิดคือ วันหนึ่งได้อ่านบทความของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ซึ่งตอนสุดท้ายของบทความนั้นเขียนไว้ว่า คนโง่ คือ คนที่บอกว่ายังไม่ถึงเวลาปฏิบัติธรรม ประโยคนี้สะกิดใจอย่างมากจนสามารถตัดสินใจสมัครเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐานได้ในที่สุด

เมื่อเวลานั้นมาถึง ข้าพเจ้าได้มาปฏิบัติภาวนาที่ธรรมสถานแห่งนี้เป็นคอร์สแรกในเดือนมกราคม 2560 ในช่วงแรกของการปฏิบัติอานาปานสติ มีความอึดอัดและเวทนาความเจ็บปวด แต่ใจยังได้พบความสงบอยู่บ้าง ต่อเมื่อรับกรรมฐานเพื่อปฏิบัติภาวนาเตโชวิปัสสนากรรมฐาน เกิดความอึดอัด หงุดหงิด และทุกขเวทนาที่หน้าอกอย่างรุนแรงมาก รุนแรงเหมือนใครเอามีดมาปักคาไว้ที่หน้าอกแล้วดึงเข้าออกตลอดเวลาไม่เหมือนกับตอนปฏิบัติอานาปานสติเลย ทำให้ไม่สามารถภาวนาได้อย่างต่อเนื่อง ต้องถอนภาวนาบ่อยครั้งตลอดชั่วโมงปฏิบัติ ครั้งหนึ่งความเจ็บปวดรุนแรงมากจนต้องถอนภาวนาแล้วนอนคุดคู้บนเบาะภาวนาบนเรือนปฏิบัติเลยทีเดียวโดยไม่สนใจว่าจะถูกตำหนิหรือไม่ เมื่อสอบอารมณ์ท่านอาจารย์เมตตาให้กำลังใจบอกให้อดทน มันเป็นกรรมของข้าพเจ้า ซึ่งในขณะนั้นไม่เชื่อท่านอาจารย์เลย

ในตอนนั้นมันยากมากที่ข้าพเจ้าจะเชื่อว่า การนั่งหลับตาเฉย ๆ แล้วมีจิตจดจ่อในจุดที่กำหนดจะทำให้สังขารกรรม (สิ่งที่เคยกระทำ) ปรากฏขึ้นมาเป็นความเจ็บปวดทุนรนทุรายได้ขนาดนี้ และยังสงสัยอีกว่า ตัวกรรมมันจะเข้าไปอยู่ในหน้าอกได้อย่างไร ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าลืมตาขึ้นมองศิษย์คนอื่นข้าง ๆ ก็ไม่เห็นจะมีอาการเหมือนตนเอง นั่นยิ่งทำให้สับสนและไม่เชื่อมากขึ้นอีก เมื่อถึงเวลาพักจึงไปหายาธาตุน้ำขาวมากินแต่อาการเจ็บก็ไม่ดีขึ้น อาการเจ็บที่หน้าอกอย่างรุนแรง ความอึดอัดในใจที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้จิตเริ่มปรามาส (ดูหมิ่น) พ่อแม่ครูบาอาจารย์มากขึ้น ถึงอย่างนั้นในการสอบอารมณ์ ท่านอาจารย์ก็ยังคงเมตตาให้กำลังใจข้าพเจ้าเหมือนเดิม และแนะนำให้เหล่าศิษย์ไปกราบขอขมาที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ก่อนเวลา 8 โมงเช้า ซึ่งตนเองคิดว่าจะไม่ทำตามที่ท่านอาจารย์เมตตาแนะนำเพราะยังไม่เชื่อ คิดเพียงว่าตนน่าจะป่วยเป็นอะไรสักอย่าง ใกล้เวลา 8 โมงเช้าแล้ว ขณะที่ใจเต็มไปด้วยความหงุดหงิดและกังวลเรื่องอาการเจ็บหน้าอก พลันได้ฉุกคิดขึ้นมาทันทีเมื่อเหลือบไปเห็นคุณลุงคนหนึ่งบุคลิกดูเอาเรื่องขึงขังกำลังก้มกราบที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ใจเกิดพิจารณาว่าคุณลุงคนนี้ดูท่าทางนักเลงนิด ๆ ทำไมถึงก้มกราบได้ล่ะ แล้วตัวเรามันเป็นคนใหญ่โตมากจากไหน คิดได้ดังนั้นจึงเดินตรงไปที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์คุกเข่าลงโดยยังไม่ได้เอ่ยวาจาใด ๆ จิตเกิดความรู้สึกเสียใจกับพฤติกรรมที่ปรามาสพ่อแม่ครูบาอาจารย์อย่างมากจนร้องไห้ฟูมฟาย และบ่ายวันนั้นท่านอาจารย์อนุญาตให้ศิษย์ไปปฏิบัติที่เรือนนอน ตลอดเวลาที่ปฏิบัติภาวนา แม้ยังมีทุกขเวทนาอย่างรุนแรงที่หน้าอกอยู่ ในขณะหนึ่งข้าพเจ้าได้ยินเสียงบอกให้อดทนถึง 3 ครั้ง และในครั้งที่ 3 นี่เองที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ระหว่างที่กำลังพยายามจดจ่อไม่ให้จิตแส่ส่ายไปหาอาการเจ็บที่หน้าอก ได้สัมผัสกับสภาวะการเกิดดับในจิต โดยเห็นจิตที่กำลังจดจ่อเกิดขึ้น จิตดวงนั้นตั้งอยู่สักครู่หนึ่งแล้วดับไป จากนั้นปรากฏจิตอีกดวงเกิดขึ้นทันที สภาวะนี้แสดงให้เห็น 3 ครั้ง เสี้ยววินาทีนั้นมันช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก สภาวะนั้นทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจพระพุทธศาสนามากขึ้นอย่างยิ่งทันที เกิดความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม เรื่องภพภูมิ เรื่องการเกิดแก่เจ็บตาย อีกทั้งรับรู้ได้ทันทีว่าภพหน้าของเรามันอยู่แค่ปลายจมูกนี้เอง มันอยู่ใกล้มากแต่ทำไมถึงได้ประมาทในชีวิตได้เช่นนี้หนอ เพียงแค่หนึ่งวินาทีก็สามารถเป็นได้ทั้งอนาคตและอดีตเช่นกัน ขณะเดียวกันก็เกิดปีติอย่างมากร้องไห้ออกมา รู้สึกเหมือนคนลอยคออยู่กลางทะเลมาแสนนาน จมน้ำก็ไม่ตายจุดจบก็ไม่มี มีแต่ความทรมานที่ต้องว่ายวนไปกลางทะเล สุดท้ายมีคนมาช่วยบอกทางให้ขึ้นฝั่งได้ ตลอดเวลา 30 กว่าปีที่ผ่านมาของการเป็นพุทธศาสนิกชน ข้าพเจ้าไม่เคยเข้าใจเรื่องเกิดแก่เจ็บตาย ภพหน้า หรืออดีตชาติ เท่ากับเสี้ยววินาทีที่ได้เห็นความเกิดดับของจิตนี้เลยแม้สักนิดเดียว ความเข้าใจนี้กระจ่างจนทำให้ลืมความเจ็บหน้าอกที่เจ็บมากได้ อีกทั้งเกิดความเชื่อมั่นว่า วิปัสสนากรรมฐานนั้นคือที่สุดของพระพุทธศาสนาจริง ๆ ในการสอบอารมณ์ท่านอาจารย์เมตตากล่าวกับข้าพเจ้าว่า มันคือสภาวะเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่ยังเห็นไม่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ หลังจากจบคอร์สนี้ ข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่นในพระพุทธศาสนาและสายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐานมากขึ้นแบบก้าวกระโดด

เป็นเวลาเกือบ 2 ปีที่ไม่สามารถภาวนาให้จิตตั้งมั่นได้เลย แต่ข้าพเจ้ายังมุ่งมั่นปฏิบัติภาวนามาตลอดแทบไม่เคยขาด เพราะเสี้ยววินาทีที่เห็นการเกิดดับในจิตนั้น ยังคอยเตือนใจอยู่ตลอดว่าภพหน้าของเรามันห่างออกไปแค่ลมหายใจเดียวเท่านั้นนะ เร่งทำความดี ความเพียร ปฏิบัติตามที่พระพุทธศาสนาสอนเถิด และข้าพเจ้าได้มาเข้าคอร์สปฏิบัติที่เตโชวิปัสสนาสถานอยู่เนือง ๆ แม้ทุกครั้งที่เข้าคอร์สจะมีทุกขเวทนาที่หน้าอกอย่างรุนแรง แต่ท่านอาจารย์ยังคงเมตตาให้กำลังใจมาโดยตลอด

จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2561 ในการเข้ารับการอบรมคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐานจากหลวงพ่อสัญชัย จิตตภโล ที่สถานปฏิบัติธรรมลานหินป่าโมกข์ โดยท่านอาจารย์เมตตามาสอนใน 3 วันสุดท้าย ประมาณวันที่ 6 ของคอร์ส ขณะปฏิบัติภาวนาที่เรือนนอนพร้อมกับทุกขเวทนาที่หน้าอกอย่างรุนแรงตลอดเวลา แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ๆ คือ ปรากฏภาพในจิตเป็นหัวเด็กทารกกำลังแหวกหน้าอกของข้าพเจ้าออกมาพร้อมกับหน้าตาที่โกรธแค้นอาฆาตมาก ภาพนั้นทำให้ระลึกถึงภาพเหตุการณ์ในอดีตที่ตนเคยเกี่ยวข้องกับการทำแท้งของเพื่อนได้ทันที รู้สึกว่าตนมีส่วนในการฆ่าคน เป็นการฆ่าแบบไม่มีสามัญสำนึก และยังปราศจากความละอายชั่วกลัวบาปอีกด้วย ตอนนั้นความรู้สึกต่าง ๆ พรั่งพรูออกมามากมายพร้อมทั้งน้ำตาที่ไหลนอง

รู้สึกสำนึกผิดอย่างมาก คิดว่านี่เราได้ไปฆ่าคนมาแล้วจริง ๆ หรือ พร้อมทั้งรับรู้ในใจว่าครั้งหนึ่งเราเคยมีความยินดี ดีใจบนความตายของผู้อื่น เราช่างเป็นคนที่มีจิตใจเลวทรามสกปรกอะไรอย่างนี้ ข้าพเจ้าทั้งเสียใจ สลดใจ และสมเพชตัวเองอย่างมาก ท่ามกลางความสำนึกผิดเหล่านั้น ก็รู้สึกตัวเบาในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิต ตอนสอบอารมณ์ท่านอาจารย์เมตตาบอกกับข้าพเจ้าว่า “รู้เอง เห็นเองแล้วนะคะ” ข้าพเจ้าพูดอะไรไม่ออกมีแต่ความรู้สึกซาบซึ้งอยากกราบขอบพระคุณ พระเดชพระคุณหลวงพ่อสัญชัย จิตตภโล และท่านอาจารย์เป็นอย่างมากที่ทั้งให้กำลังใจ คอยช่วยเหลือข้าพเจ้าทุกทางที่ท่านทั้งสองจะทำให้ได้ อีกทั้งท่านอาจารย์ยังเมตตากล่าวกับข้าพเจ้าเพิ่มเติมด้วยว่า แม้ในขณะที่เรากำลังภาวนาชำระกรรมนั้นอยู่ ก็สามารถชำระกิเลสไปได้พร้อม ๆ กันด้วย

ในช่วงกลางปี 2562 ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐานอีกครั้ง ในคอร์สนี้สภาวธรรมส่วนใหญ่ของข้าพเจ้าจะเป็นความร้อนอย่างเดียว อาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรงได้หายไปประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงประมาณวันที่ 5 ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติที่เรือนนอน สภาวธรรมของข้าพเจ้าก็ยังคงมีแต่ความร้อนอย่างเดียวเป็นส่วนใหญ่ ความหงุดหงิดว้าวุ่นใจก็หายไปเช่นกัน ขณะช่วงใกล้หมดเวลาชั่วโมงปฏิบัติ 2.30 ชม.ในจิตเห็นว่า ตนเองกำลังจมอยู่ในทะเลเพลิง รอบตัวเต็มไปด้วยผู้คนมากมายกำลังกรีดร้องโหยหวนอย่างสุดแสนจะน่าเวทนา ทั้งตัวข้าพเจ้าและผู้คนเหล่านั้นก็ไม่สามารถขึ้นมาจากทะเลเพลิงนั้นได้เลย ในเวลานั้นเกิดความรู้สึกสลดใจมากและกลัวที่จะต้องมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ทันใดนั้นมีผู้หญิงสวมชุดสีขาวพาข้าพเจ้าขึ้นมาจากทะเลเพลิงนั้น ตอนสอบอารมณ์ท่านอาจารย์เมตตากล่าวกับข้าพเจ้าว่า “ให้เร่งความเพียร ปาฏิหาริย์มีจริงนะคะ”

การใช้ชีวิตประจำวันหลังจากคอร์สกลางปี 2562 เริ่มมีหิริโอตตัปปะ (ความละอายชั่วกลัวบาป) มากขึ้นและเป็นหิริโอตตัปปะที่เกิดขึ้นในจิต หาใช่จากความจำจากตัวหนังสือเหมือนสมัยก่อนไม่ เริ่มเห็นความเลวในสันดานของตนเองอยู่เสมอ ๆ แม้กระทั่งกับความคิดซึ่งแต่ก่อนไม่เป็น เริ่มเชื่อคำว่า แค่คิดก็ลงนรกแล้ว ปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าพยายามฝึกการมีสติให้ได้มากที่สุดเพื่อที่สตินั้นจะได้รักษากายวาจาและใจไม่ให้ก่อเกิดเรื่องต่าง ๆ ร้ายแรงขึ้นอีก นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการรักษาศีล 5 มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เห็นโทษภัยจากการประมาทในศีลยิ่งขึ้น เพราะเหตุการณ์ในการทำแท้งครั้งนั้นมีสาเหตุมาจากการขาดสติพิจารณาไตร่ตรอง และการเห็นศีล 5 เป็นของเล่นเป็นของท่องจำเฉพาะในห้องเรียนตอนสอบเท่านั้น เมื่อไม่นานมานี้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสสนทนากับเพื่อนสนิทหญิงผู้ที่เคยพาเธอไปทำแท้ง ตอนนี้เธอมีลูกสาว 1 คนแล้ว เป็นเด็กน่ารักมาก น่ารักกับทุกคนยกเว้นกับเธอคนเดียว เด็กคนนี้จะดื้อกับเธอมากและบางครั้งลูกของเธอก็ตีเธอด้วยเวลาไม่พอใจ สำหรับเพื่อนสนิทชายนั้น ชีวิตในธุรกิจการงานของเขาไม่สามารถรักษาความคงเส้นคงวาเอาไว้ได้ พออะไรเริ่มจะดีก็มักจะมีเหตุให้ธุรกิจมีปัญหาถึงขั้นทรุดลงแล้วก็กลับขึ้นมาตั้งต้นได้ใหม่แล้วก็ทรุดลงอีก วนไปอยู่อย่างนี้

ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อสัญชัย จิตตภโล ได้เคยเมตตาสอนข้าพเจ้าว่า กรรมหนักมันจะหลบซ่อนอยู่ข้างในส่วนลึกของจิตเรา ไม่ให้เรารู้ตัวจนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายของเรามันจึงจะปรากฏออกมาแล้วทำให้จิตของเราเกิดความทุรนทุราย หลังจากนั้นจิตเราก็ไม่สามารถไปสู่ที่สูงได้มีแต่จะตกต่ำลง และข้าพเจ้าก็มั่นใจว่าหากไม่ได้มาปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังพร้อมกับเจอพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ให้ทั้งความเมตตาเป็นอย่างมาก ให้ทั้งความรัก ความเอาใจใส่ในทุกช่วงเวลา ให้กำลังใจให้คำสอนให้คำชี้แนะต่าง ๆ จิตดวงสุดท้ายของข้าพเจ้าคงมีที่หมายเป็นอบายภูมิอย่างแน่นอน อีกทั้งคำสอนของท่านอาจารย์ที่เมตตาสอนชี้แนะว่า จิตของเราเหมือนดาตาเบส มันจะคอยบันทึกทุกการกระทำของเราทั้งดีและไม่ดีแม้ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม และมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ

ข้าพเจ้าขอน้อมกราบในพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าโคดม คุณพระศรีรัตนตรัยด้วยเศียรเกล้า ขอน้อมกราบหลวงพ่อสัญชัย จิตตภโล พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกท่านทุกภพทุกสมัยด้วยเศียรเกล้า และน้อมกราบท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกลด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งครับ

2 thoughts on “กรรมทำแท้ง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.