ประสบการณ์ภาวนา คุณฉัตรวลัย

ข้าพเจ้าชื่อ ฉัตรวลัย อายุ 36 ปี ทำงานในสายงานด้านการตลาดของบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่งและเปิดโรงเรียนสอนดนตรีที่มีหลักสูตรมาจากประเทศญี่ปุ่น ข้าพเจ้าเกิด เติบโต และใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานครทั้งสิ้น ตามครรลองของกิน กาม เกียรติ และในสังคมที่ผู้คนบูชาความเป็นที่หนึ่งและความมีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น เรียนก็ต้องสอบได้ที่หนึ่ง ต้องเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ต้องทำงานในบริษัทใหญ่ ต้องพูดได้มากกว่าสองภาษา และมีปริญญามากกว่าหนึ่งใบ ตำแหน่งหน้าที่การงานและกิจการที่มั่งคั่ง สิ่งเหล่านี้ใช้เป็นตัวชี้วัดความดีงาม ความมีปัญญา การเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “ประสบความสำเร็จ” น่ายกย่องและควรค่าที่จะได้รับ “โอกาส” ความเคารพและการปฏิบัติที่ดีจากผู้คนรอบข้าง

สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าเข้าสู่สายธรรมนั้นเกิดจากความที่รู้สึกว่า ชีวิตเราช่างวุ่นวาย อยากพัก อยากผ่อนคลายให้หัวโล่งเพื่อที่จะได้กลับมาดิ้นรนในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับข้าพเจ้า การไปเที่ยวพักผ่อนไม่ได้ตอบโจทย์การหาความสงบให้จิตใจอย่างแท้จริง ข้าพเจ้าเริ่มอยากออกปฏิบัติธรรมตามพื้นเพเดิมที่ครอบครัวนั้นปลูกฝังการสวดมนต์นั่งสมาธิมาตั้งแต่ในวัยเด็ก ซึ่งพอโตมา ก็ห่างหายจากสิ่งเหล่านี้ไปเรื่อย ๆ เพราะมัวแต่ดิ้นรนที่จะผลักดันตัวเองให้ไปอยู่ในจุดที่สูงในสังคม

ในวันหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้นัดทานข้าวกับกัลยาณมิตรผู้เป็นเพื่อนของน้องสาว (คุณวิมลมณี) เพราะไม่ได้เจอกันนานและจะได้ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกัน บทสนทนาธรรมของเราได้เริ่มต้นขึ้นในรถ เธอบอกว่าช่วงนี้เธอได้หันมาปฏิบัติธรรม แน่นอนว่าข้าพเจ้าผู้ซึ่งกำลังอยากหาที่ปฏิบัติธรรมนั้นถามเธออย่างไม่ลังเลว่า ที่ไหนและเป็นอย่างไร สิ่งที่เธอเล่ามา เช่น คำสอนต่าง ๆ นั้นสะดุดใจข้าพเจ้า เพราะไม่เคยได้ยินใครสอนเช่นนี้มาก่อน เธอแนะนำว่า ลองไปหาหนังสือของท่านอาจารย์มาอ่านดูสิ โดยข้าพเจ้าก็ผงกหัวเป็นนัยว่ารับทราบ

ด้วยความที่ทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์ จึงไม่ได้นึกถึงเรื่องหนังสือนี้เลย จนเวลาผ่านไปสักพัก วันหนึ่งข้าพเจ้าเดินผ่านร้านหนังสือแล้วตาไปสะดุดกับหนังสือฆราวาสบรรลุธรรม เล่ม 2 เวลาผ่านไปหลายเดือนบวกกับการต้องเดินทางอยู่เสมอ หนังสือฆราวาสบรรลุธรรม เล่ม 2 ยังไม่มีโอกาสได้ออกจากรถ จนวันหนึ่งที่ข้าพเจ้าประชุมยาวจนค่ำมืดและลืมไปว่าได้เปิดหน้าต่างรถแง้มไว้เพราะอากาศนั้นร้อนเหลือเกินในช่วงกลางวัน เย็นวันนั้นฝนตกกระหน่ำอย่างพายุ เมื่อประชุมเสร็จเดินกลับมาที่รถ พบว่าน้ำฝนนองอยู่ในรถ รวมไปถึงหนังสือฆราวาสบรรลุธรรม เล่ม 2 ที่เปียกโชก นั่นคือวาระแรกที่หนังสือเล่มนี้ได้เปลี่ยนที่อยู่จากในรถมาเป็นหัวเตียง ความใกล้ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มตัดสินใจอ่านในวันหนึ่งและบอกกับตัวเองด้วยว่า อ่านให้จบนะ อย่าอ่านแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ แบบเล่มอื่น ๆ ที่ผ่านมา อายตัวเอง

เมื่ออ่านเล่ม 2 จบ ร้านหนังสือก็ยังไม่มีเล่ม 1 เสียที จนคิดขึ้นมาได้ว่า อาจจะมีคลิปที่มีคนอ่านไว้ในยูทูบก็เป็นได้ จึงเริ่มฟังคลิปหนังสือฆราวาสบรรลุธรรม เล่ม 1 แล้วรู้สึกอัศจรรย์ใจกับเนื้อหาในเล่ม 1 มากจนจิตตื่น และตื่นจริง ๆ โดยทุกคืนข้าพเจ้าจะตื่นขึ้นมาเองในเวลาประมาณตี 1 – ตี 2 ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในชีวิตของคนที่หลับเวลาสี่ทุ่มและหลับดีถึงเช้ามาตลอด ข้าพเจ้าก้าวข้ามความงกนอนไปเสียแล้ว

ข้าพเจ้าไม่เป็นคนเชื่ออะไรง่าย ๆ ความอัศจรรย์ใจนี้ต้องได้รับการพิสูจน์ จึงเริ่มศึกษาโปรแกรมคอร์สปฏิบัติ แต่ด้วยชีวิตที่ต้องเดินทาง ความเป็นไปได้ของข้าพเจ้าคือ คอร์สอานาปานสติ 1 วัน เดือนละครั้งไปก่อน ทำแบบนั้นอยู่ 2 เดือน จนเดือนที่ 3 คิดว่าควรขยับเป็นคอร์ส 4 วันได้แล้ว จึงลองหาเวลาสมัครดู

ข้าพเจ้าทราบว่าควรถือศีล 5 อย่างเคร่งครัด แต่จะทำอย่างไรในเมื่อก็ยังใช้การดื่มเป็นเครื่องมือในการเข้าสังคมและสร้างทีมให้ทุกคนสนิทสนมและไว้ใจกัน แต่ข้าพเจ้ายังมี personal goal ที่จะต้องพิสูจน์ธรรมและอาจจะไม่มีโอกาสได้ทำอีก จึงคิดว่า ถึงจะยากแต่เราก็ต้องลองสักตั้ง ผลคือข้าพเจ้าสามารถถือศีล 5 ได้บริบูรณ์ตั้งแต่ก่อนเข้าคอร์สอานาปานสติ ผู้ที่ถือศีล 4 มาวันนี้ทำได้แล้ว

ในคอร์สอานาปานสตินั้น ข้าพเจ้ารู้สึกสงบ พอใจและสบายใจเป็นอย่างมาก การได้ปฏิบัติอย่างเต็มที่จริง ๆ และการปิดวาจา ไม่ใช่แค่นั่งภาวนาเพียงครู่เดียวแล้วมานั่งจับกลุ่มสนทนา ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการชำระจิตใจ หลังจากนั้นได้เข้าคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐานคอร์สแรกเมื่อกลางปี 2562 ก่อนที่จะเข้าคอร์สนั้น ข้าพเจ้าได้อ่านกฎว่า ต้องปฏิบัติอานาปานสติให้ได้ต่อเนื่องทุกวันอย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์เป็นเวลา 1 เดือน ข้าพเจ้าปฏิบัติตามกฎนั้นอย่างตั้งใจและคิดว่าการเตรียมตัวนี้น่าจะต้องเป็นประโยชน์แน่ ๆ โดยในคอร์สแรกนี้มีสภาวธรรมเป็นภาพที่ชัดมากคือ ข้าพเจ้าเห็นพระพุทธรูปสีขาวอมชมพูที่สวยงามอย่างยิ่งลอยน้ำมา แต่พระพักตร์ของพระพุทธรูปนั้นโผล่พ้นน้ำมาเพียงครึ่งเดียว จึงกราบรายงานสภาวธรรมนั้นต่อท่านอาจารย์ ท่านได้เมตตาตอบว่า ให้ข้าพเจ้านั้นไม่ต้องสงสัยในทาง ปัจจัตตังแรกนี้ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความศรัทธาต่อสายธรรมและการปฏิบัติ แต่ถึงกระนั้นคำว่า “มีนิพพานเป็นเป้าหมาย” ก็ยังดูห่างไกลกว่าความเป็นจริงสำหรับตัวข้าพเจ้า

คอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐานคอร์สที่ 2 เกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2563 ในคอร์สนี้มีความร้อนเกิดขึ้นเป็นอันมากดั่งไฟลุกอยู่บนร่าง ครั้งหนึ่งถึงกับมั่นใจว่าหน้าเราร่างกายเราน่าจะต้องไหม้แน่ ๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจ ยังคงปฏิบัติต่อไปจนจบชั่วโมง โดยก่อนหมดชั่วโมงภาวนานั้น ข้าพเจ้าเห็นภาพในจิตเหมือนกองไฟเป็นหย่อม ๆ ในทุ่งที่ดูรกร้างจากการถูกทำลายเช่นในฉากสงคราม พร้อมกับมีคำขึ้นมาว่า “เผาบ้านเผาเมือง” เมื่อได้ยินเสียงระฆัง จึงลุกไปส่องกระจกดู ปรากฏว่าไม่มีแม้กระทั่งความรู้สึกร้อนอยู่บนใบหน้า กายเกิดความเย็นสบายดี

ในการปฏิบัติวันสุดท้ายของคอร์สนี้ ก่อนรอบรายงานสภาวธรรม พลันก็ได้เกิดสภาวะที่น่าตกตะลึง นั่นคือความรู้สึกเหมือนเกิดแผ่นดินไหวที่รุนแรงมาก ข้าพเจ้านั่งอยู่ในถ้ำที่กำลังจะระเบิดและกายกำลังจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ จนสุดที่จะทานทน ประจวบกับเป็นเวลาที่ท่านอาจารย์ได้เรียกชื่อข้าพเจ้าเพื่อสอบอารมณ์พอดี จึงถอนภาวนา เมื่อกราบเรียนท่านอาจารย์ถึงสภาวธรรมนั้น ท่านเมตตาตอบว่า ข้าพเจ้ายังแกร่งไม่พอที่จะรับพลังอันมากมายมหาศาลนี้ ให้เพียรปฏิบัติต่อไป…

คำแนะนำจากท่านอาจารย์ผู้เมตตานั้นเป็นดั่งแรงบันดาลใจให้ยิ่งมีวินัยในการปฏิบัติ ข้าพเจ้าจะแบ่งเวลาปฏิบัติภาวนาวันละ 2 ชั่วโมงทุกวัน เสมือนนักกีฬาที่เก็บตัวอยู่ในค่ายฝึกซ้อมเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่การแข่งขันนัดหน้า จนในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ท่านอาจารย์ได้เมตตาเปิดธรรมสถานให้ศิษย์ได้มาเยี่ยมเยือนและรับพลังความอบอุ่นของ “บ้าน” อีกครั้ง ข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะไปกับน้องกัลยาณมิตรผู้แนะนำให้ได้รู้จักกับสายธรรมคนเดิม จากวันที่ตัดสินใจจะไปเพียง 2 วัน ก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ข้าพเจ้าล้มในบ้านของตัวเองในช่วง work from home ผลคือเอ็นเท้าขวาฉีกและไปดึงกระดูกให้ร้าวไปด้วย แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการภาวนา แม้จะยากและทรมานขึ้น แต่ข้าพเจ้ายังคงภาวนาอย่างมีวินัยบนรถเข็นบ้าง บนเก้าอี้บ้าง

จนเมื่อธรรมสถานกลับมาเปิดคอร์สอีกครั้ง คิดว่าตนเองคงต้องรอถึงช่วงปลายปีให้ขาหายดีจนสามารถนั่งขัดสมาธิได้ แต่แล้วก็ได้รับโอกาสให้ได้เข้าคอร์สระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม – 2 สิงหาคมที่ผ่านมา ข้าพเจ้ามีเวลาตัดสินใจแค่เพียงวันเดียวเท่านั้น เมื่อคิดอยู่สักครู่ว่ากายนั้นจะไหวหรือไม่ จะจัดการงานที่คั่งค้างได้หรือไม่ ก็ตอบตกลงไปว่าจะเข้าคอร์สนี้ เพียงแต่ต้องเข้าประชุมสุดท้ายถึงช่วงบ่ายสองโมงของวันแรกเท่านั้น ข้าพเจ้ารู้สึกว่า นี่คือโอกาสอันสำคัญที่จะพลาดไม่ได้ และข้าพเจ้าจะไม่ปล่อยให้สิ่งใดมาเป็นอุปสรรค

การภาวนาในคอร์สนี้เป็นไปด้วยความลำบากยากเย็น แต่ก็เป็นแค่ความลำบากทางกาย ใจของข้าพเจ้ามีความฮึกเหิมยิ่งนัก โดยเฉพาะเมื่อได้พบท่านอาจารย์ ท่านยังได้กล่าวสอนในเรื่องของโอกาส วาสนา และหน้าที่ ทำให้มีกำลังใจอย่างยิ่งในการภาวนา และน้อมสำนึกในโอกาสที่ได้รับมาในครานี้ เมื่อภาวนาจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด วางอุเบกขาต่อความฟุ้งซ่านและมีขันติต่อเวทนาทั้งหลาย ข้าพเจ้ามักจะระลึกถึงถ้อยคำที่พระพุทธองค์ทรงตั้งจิตอธิษฐานด้วยพระทัยที่แน่วแน่ว่า “แม้เลือดในกายจะเหือดแห้ง หากเราไม่บรรลุพระสัมโพธิญาณ เราจะไม่ลุกจากบัลลังก์ที่ควงไม้โพธิ์” และน้อมนำมาเป็นกำลังใจในการปฏิบัติทุกครั้งเมื่อถึงเวลาภาวนา
และมักจะภาวนายาวจนจบโดยไม่ลุกไปพักเพื่อเป็นการวัดตัวเองว่าจะทนไปได้สักแค่ไหน…

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.