ประสบการณ์ภาวนาคุณอุรวดี

ข้าพเจ้าชื่อ อุรวดี (รองศาสตราจารย์) เข้ามาเป็นศิษย์เตโชวิปัสสนา ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2557 จากการอ่านหนังสือ รู้แล้วลุย เข้าคอร์สปฏิบัติทั้งสิ้นรวม 11 คอร์ส เตโชวิปัสสนาสถานเป็นสถานที่แรกที่เริ่มต้นการเดินทาง เริ่มต้นด้วยจิตที่กระด้าง ตัวตนใหญ่และเยอะ ด้วยสมองที่เต็มเอียดด้วยวิตกวิจาร กว่าจิตจะลงให้ท่านอาจารย์ก็ใช้เวลาถึง 4 คอร์ส และในคอร์สที่ 5 เดือนตุลาคม 2558 จิตก็มีความก้าวหน้า และอีก 1 ปีถัดมาในเดือนพฤศจิกายน 2559 จิตก็มีความก้าวหน้าขึ้นอีก ข้าพเจ้าสำคัญตัวผิด ได้เที่ยวแบกความภาคภูมิใจ ความสำเร็จท่องไปในโลกอย่างมีนัย กว่าจะเห็นและรู้ แล้วสลัดเจ้ากิเลสตัวนั้นได้ ใช้เวลานานพอดู

และแล้วไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นวิกฤติของชาติ แต่เป็นโอกาสให้ข้าพเจ้าสามารถปรารภความเพียรได้เต็มที่ สติระลึกรู้ถูกกำหนดทุกขณะ เดิน กิน นั่ง ทำงาน ตัดหญ้า.. ฯลฯ เวลาพักอ่านหนังสือธรรมะ ฟังธรรมะ นั่งปฏิบัติ สังเกตจิตและกายมิได้หยุด แทบจะพูดได้ว่าแนบแน่นกับธรรมทุกขณะ ณ ขณะนั้น อ่านธรรมที่ไม่เคยเข้าใจก็เข้าใจได้ รู้ได้ ซาบซึ้งเป็นที่ยิ่ง ทุก ๆ วันน้อมกราบแต่พระพุทธองค์พระบรมศาสดา และท่านอาจารย์ผู้ฉุดให้ขึ้นจากหล่มโคลนตม .. ข้าพเจ้าอยู่กับธรรมตั้งแต่ตื่นจนเข้านอนเลยทีเดียวก็ว่าได้

ธรรมะเริ่มแสดงผลเมื่อได้มีโอกาสเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ธรรมเทศนาของท่านอาจารย์ในเช้าวันปฐมนิเทศ ปลุกให้จิตตื่นยิ่งนัก โดยเฉพาะวลี …ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น… ช่างตรงกับความรู้สึกในขณะนั้นเป็นที่ยิ่ง ข้าพเจ้าถามตัวเองว่า.. ยังมีอะไรที่ยึด และ ยังมีอะไรที่จะต้องปล่อย ..ปล่อยอะไร.. ยังไง.. ณ ขณะที่กำลังภาวนา สภาวะจิตแยกราวกับว่าเป็นสอง หนึ่งนั้นมีแต่นิ่งและรู้ อีกหนึ่งนั้น ทำงานเป็นปกติ นั่นคือ มีความคิดเกิด แล้วก็ดับหายไป มีความว่างจากคิด ความคิดมาเป็นระลอก ๆ มาแล้วหาย แล้วมาใหม่ อีกจิตหนึ่งก็ได้แต่แค่ดู แค่รู้ เท่านั้น แล้วจิตคิด (จิตสังขาร/เจตสิก) เขาบ่นมาว่า “…ทำไมมีแต่ความคิด.. เดี๋ยวเกิด.. เดี๋ยวดับ.. เดี๋ยวว่าง อยู่นี่ จะเอาอะไร อย่างไรหรือ..ดูมาตั้งนานหลายเดือนแล้ว ก็เป็นแต่แบบนี้…” สักพัก ก็มีความคิดตอบมาว่า “…ธรรมชาติ ธรรมดา ของจิตเป็นเช่นนี้เอง…” หลังจากนั้นเห็นภาพคลื่นกระทบฝั่งลูกแล้วลูกเล่าต่อเนื่องไม่ขาดสาย คลื่นเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง แล้วก็ เงียบสงบบ้าง จิตตระหนักรู้ได้ทันที เข้าใจได้ทันที เขาดีใจ ปีติ น้ำตาไหลไม่หยุด อ๋อ..เป็นเช่นนี้เอง ธรรมชาติของจิตเขาก็ทำงานมิได้หยุด มันเป็นธรรมดาของเขา เป็นคุณสมบัติของเขาอย่างนั้น เราต่างหากไปยุ่งกับเขาเอง.. ไปแทรกแซงอยากให้เขาหยุดเอง .. เราต่างหากหาเรื่องเอง.. เมื่อความรู้ตกผลึกเช่นนี้แล้ว พอมีความคิดเกิดอีก ก็มิได้รำคาญหรือเป็นทุกข์แต่อย่างใด จิตเริ่มคลายความยึดเสียแล้ว..

เช้าวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2563 เป็นวันสำคัญที่จะจดจำความรู้สึก ณ ขณะนั้น ตลอดไป ในขณะเพ่งดูจิต ข้าพเจ้าตระหนักรู้ในจิตว่า ท่านอาจารย์เป็นผู้เปิดประตูใจ ให้ข้าพเจ้าเดินออกไปกราบพระบรมศาสดาอย่างใกล้ชิด ในจิตมีแต่น้ำตาแห่งความตื้นตัน ปีติ ยากที่จะสรรหาคำใดมากล่าวให้สมกับความเมตตาของท่านอาจารย์ ปราศจากท่านอาจารย์ ปราศจากเตโชวิปัสสนาสถาน มิรู้ว่าข้าพเจ้ายังจะจมอยู่ในโคลนตมแห่งใด สำนึกในพระคุณปริ่มล้นสุดจิตสุดใจ คำสอนที่เปรียบเสมือนกุญแจดอกสำคัญ “…ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น..” ได้ไขเปิดประตูใจ จากนั้นธรรมะที่เคยสะสมไหลออกมาเป็นระลอก ๆ จิตหนึ่ง เพียงแค่ดู เพียงแค่รู้ ยากที่จะจดจำได้หมด แต่ไม่เหลือวิสัย ธรรมใดที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยวาง อาทิ “…พระอานนท์ตั้งใจ และเพียรปฏิบัติอย่างยิ่งยวดเพื่อให้ทันการประชุมสังคายนา แต่ก็มิได้บรรลุ ต่อเมื่อพระอานนท์ยอมวางความคิด จะเกิดอะไรก็ช่าง ณ ขณะที่ล้มตัวลงนอนพัก หลังยังไม่แตะพื้น วินาทีนั้นก็บรรลุธรรมทันที…”

คำสอนของหลวงตามหาบัวที่เขย่าจิตสุดแรง “…สภาวะทั้งหลายในโลกธาตุ.. เป็นธรรมชาติ.. เป็นของกลาง..ไม่มีใครเป็นเจ้าของ…” ทำเอาจิตตื่นตะลึง เอ้า!! งั้นเราเองเป็นคนไปขโมย ไปลัก ไปเม้ม เอามาใส่กระเป๋า แบกข้ามภพ ข้ามชาติ นานเป็นกัป เป็นกัลป์ เป็นอสงไขย ข้ามพุทธันดรล่ะสิ โอ!! เอาคืนไป เอาคืนไป.. จิตได้แต่สะอื้น แล้วคำสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงสอนท่านพาหิยะ ผุดขึ้นว่า “…เห็น ก็ สักแต่ว่าเห็น ..รู้ ก็ สักแต่ว่ารู้ .. เข้าใจ ก็สักแต่ว่า เข้าใจ …” ราวกับว่าข้าพเจ้าได้เข้าเฝ้า ได้กราบพระพุทธองค์อย่างใกล้ชิด พระพุทธองค์ทรงเตือนสติให้ปล่อยวางธรรมที่เข้าใจ เพราะมันเป็นมานะอัตตา จะเกิดความลำพอง อารมณ์อวดว่าตนเก่ง เวทนานี้เองจะพัฒนาเป็นตัณหา เป็นอุปาทาน มีภพ ชาติ ต่อ ๆ ไปไม่จบสิ้น ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจต้นเหตุของการเกิดอย่างแจ่มแจ้ง เริ่มมองเห็นอวิชชา (ความไม่รู้) เมื่อจบการกราบเรียนสภาวธรรม เงียบสักพัก ได้ยินท่านอาจารย์กล่าวถึงจิตที่มีความก้าวหน้า ..และกล่าวเตือนว่า.อย่าประมาท แม้จะเห็นอวิชชา ก็ตกลงมาได้ เพราะอาสวะยังถอดถอนไม่หมดจะกลับขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ก็ได้

ธรรมของพระพุทธองค์ช่างงดงาม สั้น ๆ เข้าใจง่าย และไม่ล้าสมัยเลย

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมกราบพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยเศียรเกล้า
ขอน้อมกราบพระอาจารย์ใหญ่ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี พ่อแม่ครูอาจารย์ และท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง

ธรรมที่แจ้งแก่ใจแล้วนี้ ข้าพเจ้าขอน้อมจิตยังประโยชน์แก่กัลยาณมิตรทุก ๆ ท่าน ด้วยความยินดี

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.