ประสบการณ์ภาวนาคุณชัชพนธ์

ข้าพเจ้าชื่อ ชัชพนธ์ มีชื่อเล่นว่า หมู อายุ 57 ปี เกิดที่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ฐานะทางบ้านยากจน มีพี่น้องทั้งหมด 12 คน ข้าพเจ้าเป็นคนที่ 11 ในวัยเด็กชอบเล่นฟันดาบโดยเอาก้านมะพร้าวมาทำเป็นดาบ และจะรับบทเป็นหัวหน้าผู้มียุทธวิธีการรบ สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ตลอด ไม่ชอบการยิงนกตกปลา แม้แต่เวลาเดิน ถ้ามีมดเดินเป็นทางก็จะข้ามมดไปไม่เหยียบมดเป็นอันขาด บ้านอยู่ติดลำตะคอง ซึ่งน้ำจะไหลมาจากเขาใหญ่ ชอบมานั่งริมฝั่งมองดูมดที่ลอยตามน้ำมา แล้วก็จะเอาใบไม้แห้งช้อนมดขึ้นจากน้ำพาเขาขึ้นฝั่ง เป็นความสุขในตอนนั้น

เมื่อเรียนจบชั้น มศ.3 จึงลงมาอยู่กับพี่สาวที่กรุงเทพฯ พี่สาวพาไปสมัครเรียนที่ โรงเรียนพณิชยการสันติราษฎร์ แถวสวนรื่นฤดี เรียนจบแค่ ปวช. ไม่มีเงินเรียนต่อจึงมาสมัครงานที่บริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง ได้ทำฝ่ายสต็อกสินค้าชุดชั้นใน แล้วจึงเลื่อนมาเป็นเซลแมนแผนกน้ำยาซักผ้าและผ้าอนามัย จากชีวิตเด็กบ้านนอก ซื่อ ๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมใด ๆ พอมีงานทำ มีเงินเดือนและค่าคอมมิชชั่น ชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนไป เริ่มดื่มเหล้า เที่ยวเตร่ ตามประสาเด็กหนุ่ม พบรักครั้งแรกกับภรรยาคนปัจจุบันซึ่งเป็นพนักงานขายชุดชั้นใน เมื่อได้แต่งงานข้าพเจ้ากับภรรยาก็ได้ร่วมกันสร้างครอบครัว มีลูกสาว 1 คนและลูกชาย 2 คน เก็บหอมรอมริบประหยัดสุด ๆ จึงได้ซื้อบ้านและรถยนต์ในปี 2532

ต่อมาจากชีวิตที่มีความสุขสมบูรณ์ก็กลับตกต่ำลงเพราะการกระทำผิดศีลหมดทุกข้อ เช่น ข้าพเจ้าไปกินเลี้ยงสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ดื่มเหล้าเมากลับบ้าน นี่ก็ผิดศีลข้อ 5 เวลากิเลสมันจูงจิตจูงใจไปไม่มีขัดเลยเพราะสติไม่มี ในขณะที่ดื่มกินเมื่อถึงเวลาจ่ายเงินค่าอาหารและเครื่องดื่ม ข้าพเจ้าไม่มีเงินเพราะหมดตั้งแต่สิ้นเดือนแล้ว เพราะค่าใช้จ่ายในบ้านมีเยอะมาก เป็นราชาเงินผ่อน ผ่อนทั้งบ้าน รถ แอร์คอนดิชัน แต่ดื่มเหล้าแทบทุกอาทิตย์ โดยเอาเงินที่เก็บจากลูกค้าซึ่งต้องไปเคลียร์บัญชีกับบริษัทตอนสิ้นเดือนเอามาจ่ายค่าเหล้าในมื้อนี้ไปก่อน ผิดอีกแล้วศีลข้อที่ 2 เบียดบังเงินของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง พอออกจากผับก็พาผู้หญิงนั่งดริ๊งก์ไปเสพสุขในโรงแรมม่านรูด กว่าจะกลับถึงบ้านเกือบสว่าง ผิดไปเต็ม ๆ ศีลข้อที่ 3 พอมาถึงบ้านในขณะที่ฝนตกหนัก แมลงสาบก็ออกจากท่อน้ำทิ้งมาเกาะเต็มกำแพงบ้าน ต้องรีบคว้ายาไบกอนมาฉีดซะเรียบวุธ แมลงสาบตายเกลื่อนบ้านเลย จิตไม่เคยคิดเมตตาสงสารเขาเลยถึงจะเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ตาม นี่ก็ผิดศีลข้อ 1 เมื่อกลับบ้านมาต้องโกหกภรรยาว่ากินเหล้าที่บ้านเพื่อน ทั้งที่ความจริงไปดื่มเหล้าและเต้นดิสโก้ที่ผับมา นี่ก็ผิดศีลข้อที่ 4 โดยการพูดโกหกภรรยา ทั้งที่มีลูกสาวแล้วแต่ก็ปล่อยให้ภรรยาอยู่กับลูกที่บ้านเพียงสองคน จะเห็นได้ว่าภายในคืนเดียวข้าพเจ้าทำผิดศีลหมดทุกข้อ กิเลสนี่น่ากลัวสุด ๆ ทำให้ความทุกข์เริ่มคืบคลานมาเยือน บ้านโดนยึดจึงต้องพาครอบครัวมาเช่าบ้านอยู่เพราะติดหนี้ธนาคารไม่มีเงินผ่อนส่ง ในปี 2540 ซึ่งเป็นยุคฟองสบู่แตก ช่วงนี้ยอมรับว่าหนัก ต้องออกจากงานประจำเพราะทำยอดขายไม่ได้ตามเป้าหมาย บากหน้าไปยืมเงินญาติก็ได้บ้างแต่ก็ไม่เคยได้ใช้คืน เมื่อไปทำบุญไหว้พระที่วัดก็มีแต่จุดธูปขอให้รวย ขอให้ทำมาค้าขายแล้วมีลูกค้ามาอุดหนุนเยอะ ๆ ซื้อหวยและลอตเตอรี่ก็ขอให้ถูกรางวัลใหญ่ ถ้าถูกรางวัลที่ 1 แล้วจะบวชพระตลอดชีวิต แต่ก็ไม่เคยถูก ข้าพเจ้าใช้ชีวิตแบบตามใจกิเลส ไม่เคยคิดที่จะฝืนความอยากของกิเลสตัณหาได้เลย จิตใจมีแต่ความคิดวน ฟุ้งซ่าน เคยไปสำนักเจ้าเข้าทรงรับขันธ์ แต่ความลำบากก็ไม่เคยจางลงเลย มีแต่จะเพิ่มพูนขึ้นมาอีก จนปี 2542 มาบวชจิตด้วยการรักษาศีล ปฏิบัติสมาธิ จากนั้นได้รับรักษาผู้เจ็บไข้ที่ไปรักษาในโรงพยาบาลแล้วไม่หายด้วยพลังสมาธิ โดยไม่เก็บเงิน ไม่มีค่าครู รักษาเสร็จขอให้ผู้ป่วยไปใส่บาตรให้เจ้ากรรมนายเวร รับรักษาผู้ป่วยอยู่ 7 ปี จนอาจารย์เสียชีวิตจึงเลิกรักษา

จนมาถึงปลายปี 2559 พบหนังสือฆราวาสบรรลุธรรม (เล่ม 1) และเตโชวิปัสสนาเปิดประตูนิพพาน เขียนโดยท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล เมื่อได้อ่านหนังสือจิตก็ตื่นทันที รู้เลยว่าพระนิพพานมีอยู่จริง ก็รีบเขียนใบสมัครและได้เข้าคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐานคอร์สแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2560 จึงได้มาเป็นศิษย์ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ด้วยความที่ข้าพเจ้าเคยปฏิบัติสมาธิมาก่อนและสามารถนำมาใช้ในการรักษาจนผู้ป่วยหายดี ผู้ที่มารักษาจึงเรียกข้าพเจ้าว่า “อาจารย์หมู” ทำให้เกิดมีมานะและอัตตาสูงมาก ความถือตัวจึงยากจะจางคลาย การปฏิบัติคอร์สแรกจึงมีสภาวะเห็นแต่จิตกิเลสซะส่วนใหญ่ ตามลงไปดูอุโมงค์ลึกเห็นดวงตาสีแดงจ้องมองมาก็เลยไม่กล้าลงไปอีก ข้าพเจ้าได้กราบเรียนสภาวธรรมนี้ให้ท่านอาจารย์ทราบ ท่านอาจารย์จึงได้กล่าวเตือนว่า อย่าเชียวนะ มันอันตรายมากถ้าไม่มีพ่อแม่ครูอาจารย์คอยปกป้องคุ้มภัยจะมีภัยได้ ห้ามเด็ดขาด อย่าตามดู ให้มีอุเบกขาที่มั่นคง

หลังกลับมาจากเข้าคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐานคอร์สแรก จิตของข้าพเจ้าก็มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นผิดหูผิดตา ความคิดฟุ้งซ่านลดลงมาก มีความรู้สึกตัวทุกขณะ ทำให้จะคิดจะทำอะไรมีความเชื่อมั่นมากขึ้น ตัดความคิดปรุงแต่งด้วยสติได้เร็วขึ้น ความสงบมีมากกว่าที่ผ่านมา รักษาศีล 5 ได้โดยไม่ต้องฝืน จิตจะรู้ทันทีว่าผิดศีลหรือไม่ เวลาพูดกับลูกค้า บางคำพูดที่ลูกค้าถาม เมื่อเราไม่รู้ ก็จะบอกเขาตรง ๆ ว่าไม่รู้ครับ ตัดการพูดที่ไม่รู้จริงไปเลย แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะพูดโม้ คุยโวไม่หยุด

คอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐาน คอร์สที่ 2 ปี 2561 สติเริ่มนิ่งขึ้นมากจากการได้เคี่ยวกรำจิตที่บ้าน ในขณะภาวนาที่ลานโพธิ์เพื่อน้อมถวายบุญแด่พระบรมศาสดา ขณะที่จิต เพ่ง ตรึง รู้ ความเจ็บปวดรวดร้าวที่ขาทั้งสองข้างก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง เหลือแต่ความนิ่งของจิตเป็นอุเบกขาล้วน ๆ ตั้งแต่ช่วงเอวลงไปหายไปเห็นแต่ความว่างเปล่า ตัวเบาหวิว อาการเจ็บปวดทุรนทุรายหายไปหมด เมื่อได้กราบเรียนสภาวธรรมกับท่านอาจารย์ ท่านจึงกล่าวแสดงความยินดีในความก้าวหน้าในธรรม ยังความปลื้มปีติน้ำตาไหลออกมา ไม่เคยคาดคิดว่าจะทำได้ถึงเพียงนี้ ท่านอาจารย์ได้กล่าวว่า “ให้ใช้ความเด็ดเดี่ยวที่มีทำให้จบในชาตินี้นะคะ” ข้าพเจ้าก็น้อมรับคำอวยพรจากท่านอาจารย์

เมื่อเข้าสู่ปี 2562 ก็เริ่มมีอุปสรรคในชีวิต ต้องถอนฟันที่เหลืออยู่ 5 ซี่ให้หมด เพื่อที่จะได้ใส่ฟันปลอมทั้งปาก มันช่างเจ็บทรมานอะไรอย่างนี้หนอ อยากจะมีฟันปลอมใส่เลยบอกหมอว่า ถอนให้หมดไปเลยครับหมอ ถ้าจะถอนแค่สองซี่แล้ววันหลังค่อยมาถอนซี่ที่เหลือก็จะต้องหยุดขายข้าวนึ่งและขาดรายได้อีก เมื่อถอนแล้วต้องรอคิวอีกเกือบสองปีจึงจะได้ใส่ฟัน ทำให้ไม่มีฟันที่จะเคี้ยวอาหาร กินได้แต่โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่น้ำ อาหารนิ่ม ๆ เท่านั้น แต่เหมือนธรรมะจัดสรร ลูกชายที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรีได้งานทำจึงพาข้าพเจ้าไปทำฟันปลอมที่แผนกทันตกรรม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ทำให้ข้าพเจ้าสามารถมาบวชพระนวกะเพื่อน้อมอุทิศบุญแด่ท่านอาจารย์ทันกำหนดบวช ขณะที่เป็นพระ ฉันเพลไปฟันก็หลุดไป เจ็บก็ต้องทน เพราะเพิ่งจะใส่ฟันปลอมมาได้แค่สองวันเอง ใช้กรรมสุด ๆ เลย แต่ก็ไม่ท้อ สู้ต่อไป เวลากรรมให้ผลต้องยอมรับใช้กันไป เดี๋ยวก็หมดไปเอง คิดให้กำลังใจตัวเองตลอด

ที่สถานปฏิบัติธรรมลานหินป่าโมกข์ บรรยากาศเงียบสงบ สงัด ร่มรื่น หลวงพ่อสัญชัย จิตตภโล ท่านได้เมตตาเน้นย้ำสอนการภาวนาว่า เมื่อเกิดความคิดขึ้นมาก็ให้วางเฉย ช่างมัน เรื่องของมัน ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจแจ่มแจ้ง มีสติจดจ่อกับการภาวนา บางครั้งมีความคิดผุดขึ้นมาก็วางเฉย ไม่ไปตามความคิดนั้นทำให้จิตมีกำลังอยู่กับการภาวนาจนจบชั่วโมง

ในคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐาน คอร์สที่ 3 สติคมชัดมากขึ้น จดจ่อได้นานขึ้น มีอุเบกขาตั้งมั่น จิตลงไปขุดสังขารกามราคะขึ้นมาเผาตลอดเวลา เพราะขณะภาวนาจิตนิ่งมากและตั้งมั่นตลอดเวลา ความคิดนาน ๆ จะโผล่มาเพื่อให้จิตเดิมได้เรียนรู้ว่า มันเป็นธรรมดาของจิต จิตแค่รับรู้แล้ววางเฉยเท่านั้นเอง ทุกครั้งเมื่อเวลาภาวนา ข้าพเจ้าจะมีเวทนา มีความเจ็บปวดรวดร้าวที่ขาทั้งสองข้าง และเพิ่มมากขึ้นขณะใกล้ ๆ จบชั่วโมงภาวนา ซึ่งเป็นผลมาจากสังขารกรรมของข้าพเจ้า หลวงตาคำตา ท่านได้เล่าประสบการณ์ในเรื่องของเวทนาให้ข้าพเจ้าฟังว่า ต้องข้ามมันให้ได้ ไม่งั้นเราจะไม่สามารถมีความเจริญในธรรมที่สูงขึ้นได้ ท่านผ่านมาก่อน นั่งจนปวดไปหมด นั่งจนร้องไห้น้ำตาไหลพราก จนในที่สุดก็ข้ามมันมาได้ ทำให้ข้าพเจ้ามีกำลังใจฮึกเหิมอย่างมาก เป็นไงเป็นกัน ไม่ไปต่อต้าน ไม่ไปกดทับ แยกจิตแยกกาย บางครั้งก็สอนจิตว่าเวทนาไม่ใช่ของเรา แต่หากจิตขาดกำลัง สมาธิไม่ตั้งมั่น สติไม่จดจ่อ เราก็แพ้อยู่ร่ำไป บางครั้งพอจะภาวนาข้าพเจ้าเกิดความกลัวตัวเวทนาขึ้นมาทันที จนไม่อยากจะภาวนา มันกลัวความเจ็บปวดมากจนฝังไปในจิต กระดูกขาทั้งสองข้างแทบจะบดและหักออกจากกัน คงเพราะกิเลสความโกรธ พยาบาท อาฆาตต่าง ๆ มันฝังรากไว้ในจิต มันจึงไม่ยอมเสียฐานที่มั่นง่าย ๆ ขณะที่จิต เพ่ง ตรึง รู้ นานทีเดียว เวทนาตัวเดิมก็เริ่มสำแดงฤทธิ์ ขาทั้งสองข้างปวดจนแทบจะทนไม่ไหว จนข้าพเจ้าต้องงอตัวมาข้างหน้าแต่ก็ไม่ถอนภาวนา เกือบครึ่งชั่วโมง ก็เกิดสภาวธรรมเห็นเป็นไฟเผาขาทั้งสองข้างลุกโพลง ท่อนขาทั้งสองข้างกลายมาเป็นท่อนไฟ มองลงไปก็ยังลุกไหม้อยู่อย่างนั้น ความเจ็บปวดลามมาถึงหลัง ลงมาที่เอว ลงไปที่ปลายขาทั้งสองข้าง สักพักก็เห็นเป็นภาพกิเลส คือ รูปร่างเป็นมนุษย์เหมือนเรานี่แหละมันคุยกัน ข้าพเจ้าก็มองดูมันไปเรื่อย ๆ คนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “ไฟห่าอะไรว่ะ แม่งร้อนฉิบหายเลย กูไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน มันเผาพวกเราตายเป็นเบือเหลืออยู่ไม่กี่คน กูไม่สู้แล้ว” อีกคนมันก็พูดขึ้นมาว่า “มันเป็นหน้าที่ที่เราต้องขัดขวางเขาไว้ตามที่หัวหน้าได้สั่งไว้ ต้องขัดขวางให้ถึงที่สุด” ไอ้คนเดิมจึงพูดขึ้นว่า “งั้นมึงสู้ไปคนเดียวเถอะ กูไม่เอาแล้ว” สักพักมันก็วิ่งหนีไป แล้วทุกอย่างก็เงียบสงบลง ไฟเตโชได้ดับลง ภาพนั้นก็หายไป ความเจ็บปวดทรมานในเวทนาได้มลายหายไป มีความเย็นเข้ามาแทนที่ จิตข้าพเจ้านิ่งสงบอยู่อย่างนั้น จนได้ยินเสียงระฆังตีบอกหมดเวลาการภาวนาในช่วงบ่ายของวันนั้น โดยภาวนาต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ชั่วโมง 30 นาที นับจากวันนั้น จนถึงวันนี้เวทนาไม่ปรากฏให้เห็นอีกเลย

คอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐาน คอร์สที่ 4 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน – 4 กรกฎาคม 2563 ขณะภาวนา เมื่อจิตตั้งมั่น ไม่มีเวทนามารบกวน การภาวนาก็นิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ในคอร์สมีสภาวธรรมคือ จิตเห็นเป็นภูเขาสูงใหญ่หนามากทีเดียว มองออกไปสุดลูกหูลูกตาเหมือนเทือกเขาหิมาลัย เมื่อข้าพเจ้าเดินเข้าไปใกล้ จิตยังคิดเลยว่า เราจะทำลายมันยังไง หนาซะขนาดนี้ นี่คือสังขารกรรมที่ใหญ่โตมโหฬาร ยากที่จะทำลายได้ในเวลานั้น สักพักก็ปรากฏภาพเหล่าทหารนักรบนั่งคุกเข่ามีอาวุธและโล่เป็นอาวุธแถวยาวมาก มีจำนวนนักรบมากมายเหลือคณา จากสันเนินมองไปเห็นเทือกเขาแห่งสังขารที่อยู่เบื้องหน้า ข้าพเจ้ามองไปที่ทหารกล้า ใบหน้านักรบดุดัน มีเหงื่อไหลหยดลงมาที่หน้า ทุกคนพร้อมออกศึก สักพักก็เห็นแม่ทัพมายืนอยู่ข้างหน้า เมื่อข้าพเจ้ามองขึ้นไป เห็นเป็นท่านอาจารย์ ในชุดนักรบสีแดง มือขวาถือดาบซามูไร เพ่งมองไปที่เทือกเขาด้วยใจที่เด็ดเดี่ยว ตั้งมั่น พร้อมรบเต็มที่ ข้าพเจ้าขณะนั้นน้ำตาไหลออกมาอาบแก้ม ธาตุขันธ์ท่านอาจารย์ยังไม่แข็งแรง ใบหน้าของท่านยังอิดโรยอยู่เลย แต่ท่านอาจารย์ก็ยังมานำศึกครั้งนี้ด้วยตัวท่านเอง ข้าพเจ้าก็สะอื้นไห้อยู่อย่างนั้น มหาเมตตาของท่านอาจารย์ที่จะนำศิษย์ออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันในการกู้ความเป็นอิสระกลับคืนมาโดยไม่ห่วงตัวท่านเลย ศิษย์จะไม่ลืมภาพนี้เลย จิตรู้ก็บอกว่า ต้องขุนกำลังของเราให้มากขึ้นด้วยวิริยะ เมื่อเราพร้อมทัพหลวงก็พร้อมออกศึก รอเพียงเวลาเท่านั้น…

นับตั้งแต่มาเป็นศิษย์ท่านอาจารย์และได้ปฏิบัติภาวนา ทำให้มีความรู้ชัดยิ่งขึ้น การดำรงสติสัมปชัญญะอยู่กับขณะมากกว่าแต่ก่อนมาก เวลาข้าพเจ้าขายข้าวนึ่งอยู่หน้าร้านจะพบเจอลูกค้ามากมาย บางคนมาเล่าเรื่องราวที่บ้าน บางคนมาบอกว่าฝันอย่างนั้นอย่างนี้ ให้ช่วยตีเป็นเลขให้หน่อย ข้าพเจ้าก็จะแค่รับรู้แล้ววางเฉย ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ซึ่งการได้ฝึกมีสติสัมปชัญญะ รับรู้สิ่งที่มากระทบทางอายตนะทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ และวางอุเบกขาต่อสิ่งที่มากระทบนั้น ทำให้ข้าพเจ้าปล่อยวางอารมณ์ที่เป็นพลังงานฝั่งโลกิยวิสัยได้เร็วขึ้น จิตจึงสงบ ปลอดโปร่ง เบาสบาย ไม่หนักและไม่คิดวนเหมือนในอดีต เคล็ดลับที่ข้าพเจ้ามีคือ ต้องภาวนาให้ได้ 1 ชั่วโมง 30 นาที อย่างต่อเนื่องและตรึงให้นานที่สุด จะเกิดเป็นพลังชำระกิเลสใหม่ในแต่ละวันที่เข้ามาในจิตได้

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมกราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโคดม เหนือเศียรเหนือเกล้า
น้อมกราบพระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกภพทุกชาติ ท่านท้าวมหาพรหมชินะปัญจะระ หลวงพ่อสัญชัย จิตตภโต ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง
น้อมกราบท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ด้วยความเคารพและศรัทธาอย่างยิ่ง

…ขอให้ทุกท่านมีส่วนในบุญจากการเขียนธรรมทานครั้งนี้ มีความเพียร มีความหนักแน่น มีพระนิพพานเป็นที่หมายได้ในเร็ววันด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ…

5 thoughts on “ด้วยจิตที่เด็ดเดี่ยว

  1. ขอน้อมจิตอนุโมทนาสาธุกับธรรมทานประสบการณ์ของคุณชัชพนธ์ นับเป็นผู้ที่มีความสำเร็จโดยเริ่มจากผู้มีศีลมีธรรมมาดีอยู่แล้ว เพียงแต่หลงถูกกิเลสจูงให้หลงทางในช่วงวัยทำงาน เช่นเดียวกับอีกหลายๆ คน และในเมื่อทำบุญสร้างกุศลมาดี ในที่สุดก็ได้มาพบวาสนาเดิม ได้มาพบท่านอาจารย์ ที่สั่งสอนการปฏิบัติธรรมขั้นสูง จนได้พบความก้าวหน้าในเวลาอันรวดเร็ว นับเป็นแบบอย่าที่ดี ที่ข้าพเจ้าจะขอนำประสบการณ์บางอย่างมาปรับใช้ในการปฏิบัติเพื่อให้การชำระจิตให้ดียิ่งขึ้น ขอให้คุณชัชพนธ์ มีความก้าวหน้าให้มากยิ่งขึ้น จนได้สำเร็จมรรคผลนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ

    ถูกใจ

  2. น้อมอนุโมทนาสาธุในธรรมทานที่คุณชัชพนธ์นำมาแบ่งปันค่ะ อ่านแล้วมีกำลังใจให้มุ่งมั่น พากเพียรในการรักษาศีล และภาวนาค่ะ

    ถูกใจ

  3. น้อมอนุโมทนาสาธุในธรรมทานที่คุณชัชพนธ์นำมาแบ่งปันค่ะ อ่านแล้วมีกำลังใจให้มุ่งมั่น พากเพียรในการรักษาศีล และภาวนาค่ะ

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.