ประสบการณ์ธรรม คุณริยวีร์

ข้าพเจ้าชื่อ ริยวีร์ อายุ 47 ปี มีบุตรสาว 1 คน และบุตรชาย 1 คน เกิดที่จังหวัดพิษณุโลก และได้มาประกอบอาชีพที่จังหวัดสมุทรปราการ ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความโชคดีที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ซึ่งปฏิบัติธรรมในสายธรรมของพระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร) หรือ หลวงปู่ฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง และเมื่อได้มาทำงานที่จังหวัดสมุทรปราการก็ได้เข้าปฏิบัติธรรมในเย็นวันพระและทำวัตรเช้าในวันรุ่งขึ้น ที่วัดบ้านระกาศ อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ จากนั้นมีโอกาสได้เข้าปฏิบัติที่วัดอัมพวัน ได้รับความเมตตาอบรมสอนจากพระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงปู่จรัญ ฐิตธัมโม) ต่อมาได้พบที่ปฏิบัติธรรมใกล้บ้านคือ มูลนิธิโพธิวัณณา อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ได้รับความเมตตาอบรมสอนจากท่านแม่ชีณัฐญาวรรณ เปรมสกุล และคุณแม่จันทร์เพ็ญ บัวทอง ตามหลักสติปัฏฐาน 4 หลักสูตรของคุณแม่สิริ กรินชัย

แม้ข้าพเจ้าจะเพียรอยู่ในทางปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่วัยปฐม แต่ยังคงพบมรสุมของวิบากกรรมอันแสนสาหัสมาตลอดเช่นกัน ภาพจำในวัยเด็กของข้าพเจ้าคือ คุณพ่อดื่มเหล้าทำร้ายทุกคนรอบข้างเว้นเพียงคุณแม่และข้าพเจ้า จึงทำให้ต้องคอยดูแลและเอาใจคุณพ่อยามที่เมามาเพื่อไม่ให้ท่านทำร้ายคนรอบข้าง ต่อมาเมื่อข้าพเจ้ามีครอบครัวก็ถูกคุณไสยมนตร์ดำ (ผู้ที่ทำคุณไสยได้ยอมรับกับข้าพเจ้าในภายหลัง) และมีโรคภัยเบียดเบียน มีภาวะซึมเศร้าต้องรักษาด้วยการกินยานานถึง 11 ปี ขณะรับการรักษาด้วยการกินยาก็คิดสั้นหาวิธีฆ่าตัวตาย นับเป็นช่วงเวลาที่สาหัส ชีวิตความเป็นอยู่และชีวิตคู่ก็ประสบกับความคลอนแคลนถึงขั้นแตกแยก ไม่มีความสุขความเจริญใด ๆ มีแต่กำลังใจและการต่อสู้เพื่อการอยู่รอดของลูก ข้าพเจ้าได้รับความรักความอบอุ่น และกำลังใจจากพี่สาว พี่ชาย และลูก ๆ กำลังใจที่มีนั้นเพียงเพื่อสู้ส่งลูกให้ถึงฝั่งสัก 1 คน คิดแค่นั้นจริง ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ท้อ คิดเสมอว่า ได้ชดใช้ไป เราทำไว้ทั้งสิ้น ยอมรับและไม่โทษสิ่งใด เชื่อว่าสักวันมรสุมเหล่านั้นจะหมดไป และต้องได้พบทางแห่งการพ้นทุกข์ ได้พบพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่นำพาเราให้ผ่านพ้นวิบากกรรมอันหนักหนาสาหัสนี้ไปได้ ข้าพเจ้าให้กำลังใจตนเองเสมอว่า ขอเพียงมีความเพียรในการปฏิบัติธรรม อย่าหยุดสร้างความดี และช่วยกิจพ่อแม่ครูบาอาจารย์ตามกำลังและโอกาสเสมอ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นช่วงก่อนได้พบสายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐาน

แรงบันดาลใจของข้าพเจ้าในการเข้าสู่สายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐานเมื่อเดือนกันยายน 2559 เกิดจากการแนะนำของคุณวาสนา กัลยาณมิตรผู้ประเสริฐ โดยก่อนหน้านั้นคุณวาสนาได้อ่านหนังสือฆราวาสบรรลุธรรม เล่ม 1 และกำลังจะไปเข้าคอร์สอบรมเตโชวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อกลับมาจากคอร์ส เธอได้เล่าถึงผลของการปฏิบัติ ขณะฟังก็เกิดปีติ ขนลุก น้ำตาไหล คุณวาสนาจึงมอบหนังสือฆราวาสบรรลุธรรม เล่ม 1 ให้แก่ข้าพเจ้า และแนะนำให้กรอกใบสมัครเข้าคอร์สอบรม ซึ่งข้าพเจ้ารู้สึกดีใจมากเมื่อได้รับการยืนยันให้เข้ารับการอบรม และยิ่งเกิดความศรัทธามากขึ้นเมื่อได้พบสิ่งที่เป็นปัจจัตตัง คือ รู้ได้เฉพาะตนตั้งแต่ก่อนเข้าคอร์ส โดยในคืนหนึ่งที่มีฝนตก ขณะนอนกำหนดดูลมหายใจอยู่ ได้เห็นภาพที่นอนทะลุลงไปจนถึงพื้นดิน เห็นดินแยกออกจากกัน เห็นปลวกและแมลงต่าง ๆ ที่ต้องอาศัยอยู่ตามระดับของดินแต่ละชั้นกำลังหนีจากน้ำฝนที่ซึมลงไป ขณะที่กำลังพิจารณาอยู่ก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังกังวานขึ้นว่า “เขาเหล่านั้นทุกข์กว่าเรามากนัก” เมื่อพิจารณาตามเสียงนั้นก็เห็นจริง หลังจากคืนนั้น เมื่อถึงวันที่ได้เข้าคอร์สและได้ฟังธรรมบรรยาย จึงทราบว่า เสียงที่เคยได้ยินนั้นเป็นเสียงเดียวกับเสียงของท่านอาจารย์ ประกอบกับการได้รับความเมตตาอย่างสูงจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์และท่านอาจารย์ในระหว่างการเข้ารับการอบรม ข้าพเจ้าจึงมีขวัญกำลังใจอย่างยิ่ง ตั้งใจปฏิบัติตามคำสอนของท่านอาจารย์ และเพียรรักษาศีลให้ดียิ่งขึ้นอย่างจริงจัง จนสัมผัสได้ว่า จิตของตนได้ถูกชำระ ขัดเกลากิเลส และลดอัตตาตัวตนลงไปได้บ้างแล้ว

การได้พากเพียรปฏิบัติภาวนา รักษาศีลและช่วยงานของสายธรรมตามกำลังและโอกาส ตั้งแต่ได้เข้ามาเป็นศิษย์เตโชวิปัสสนากรรมฐานนั้น ทำให้หัวหน้าครอบครัวเห็นความมุ่งมั่นตั้งใจและหันมาปฏิบัติภาวนาอย่างมีวินัยตามคำแนะนำของข้าพเจ้า ส่งผลให้ครอบครัวพบความร่มเย็นสงบสุขจนถึงปัจจุบัน จึงทำให้มีความสบายใจขึ้นมากและรู้สึกห่วงลูก ๆ น้อยลงหากต้องจากไปก่อนวัยอันควร เพราะตลอดมาข้าพเจ้ามีความเสี่ยงหลายประการในการดำรงชีวิตคือ ประสบปัญหาการนอนไม่หลับ แต่ยังคงต้องทำกิจต่าง ๆ ซึ่งต้องขับรถอยู่เป็นประจำ และการนอนหลับไม่เพียงพออย่างต่อเนื่องหลายปีทำให้สุขภาพไม่แข็งแรง ซ้ำช่วงที่ถูกคุณไสย ทำให้ญาติพี่น้อง ลูก หลานและเพื่อนบ้านต้องพาไปรักษาอยู่หลายปี อย่างไรก็ตาม ทุกขเวทนาเหล่านั้นทำให้ข้าพเจ้าไม่ประมาทในความตายและนึกเสมอว่าไม่มีสิ่งใดแน่นอน จนเกิดเป็นมรณานุสสติอยู่เสมอจนถึงวันที่เกิดเหตุหมดอายุขัย ข้าพเจ้าจึงรู้ว่าการเพียรเข้าถึงธรรมด้วยการนึกถึงความตายอยู่เสมอเป็นการสอนจิตตนได้เป็นอย่างดีเมื่อต้องประสบกับเหตุการณ์จริง ส่งผลให้มีพลังใจอย่างยิ่ง แม้มีสัญญาณเตือนถึง 3 ครั้ง จิตก็ไม่หวั่นไหวหรือลนลานกลัวความตาย ด้วยผลของการสอนจิตให้ยอมรับความตายอยู่เสมอ เปรียบเหมือนคน ๆ หนึ่งกลัวตะขาบมากจึงเฝ้าสอนจิตตัวเองอยู่เสมอว่า ถ้าเราเจอตะขาบเราจะไม่ตกใจ เมื่อเจอตะขาบจิตเกิดการยอมรับ สติจึงมีความตั้งมั่น เพียงแค่รับรู้และวางเฉย หากเจอตะขาบอีก จิตก็จะแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ จนหายกลัวไปเอง

สัญญาณเตือนครั้งแรก

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 ข้าพเจ้ากลับบ้านที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อเดินทางมาถึงและพักจนหายเหนื่อยแล้วจึงเดินไปที่ศาลาสำนักสงฆ์ที่ข้าพเจ้าและพี่ ๆ ได้ร่วมกันถวายที่ดิน และชาวบ้านมาช่วยกันสร้างศาลาไว้ จากศาลาน้อย ๆ หลังแรกในวันนั้น บัดนี้มีศาลาสร้างใหม่สวยงามอีก 1 หลัง แต่นาน ๆ พระภิกษุจะมาที่ศาลานี้สักครั้งด้วยท่านเริ่มชราภาพ ข้าพเจ้าจึงไปเดินจงกรมที่นั่น ขณะเดินจิตรู้สึกว่าจะไม่ได้กลับมาบ้านอีก ครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อรู้ก็วางเฉยไม่ปรุงแต่งหรือเศร้าหมอง หลังจากนั้น ขณะเดินกลับบ้าน คิดว่าหากชีวิตเหลือเวลาอีกไม่นาน มีสิ่งสำคัญอื่นใดที่ยังไม่ได้ทำอีกนอกจากการต้องเพียรปฏิบัติให้มากขึ้น ลูก ๆ ก็ได้รับการอบรมสั่งสอนทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ปลูกฝังศีลข้อ 1 มาตั้งแต่เล็ก ๆ ซึ่งเขาก็ปฏิบัติได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้มีจิตเมตตาอ่อนโยน ไม่ดื้อหรือเที่ยวเตร่ให้ต้องหนักใจ ข้าพเจ้าเน้นย้ำให้เห็นทุกข์โทษของการละเมิดศีลข้อ 3 และ ข้อ 5 ซึ่งลูก ๆ ก็สามารถปฏิบัติตามได้เป็นอย่างดี มีความกตัญญู ไปที่ใดก็ได้รับความเมตตาจากบุคคลรอบข้าง สิ่งนี้ทำให้คลายความห่วงใยเป็นอันมาก และสิ่งที่ตระหนักได้ว่าควรทำคือ การช่วยให้พี่สาว พี่ชายและคนในหมู่บ้านมีความตื่นรู้ในพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา ซึ่งตั้งใจไว้ระยะหนึ่งแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ ด้วยข้าพเจ้าเห็นวิถีการใช้ชีวิตของทุกคนที่มุ่งแต่การหาเลี้ยงชีพเพียงอย่างเดียวจึงอยากช่วยผู้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เช่น พี่ชายที่ออกไปทำนาตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี กลับมาทานข้าวไม่ทันพักก็ไปต่อ แม้เวลาสนทนากันก็แทบไม่มีและทำการงานหลายอย่างเกินกำลังไปมาก กลับบ้านก็ค่ำมืด เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดมาจนร่างกายทรุดโทรม ส่วนการทำกุศลนั้นมีเพียงตักบาตรทำบุญบ้าง ซึ่งยังไม่ได้เป็นไปเพื่อการชำระจิตแต่อย่างใด

เมื่อกลับถึงบ้าน ข้าพเจ้าบอกครอบครัวถึงเจตนาในครั้งนี้ ลูก ๆ และหัวหน้าครอบครัวจึงช่วยกันเร่งทำจนสำเร็จ โดยได้คัดบทธรรมคำตรัสสอนก่อนปรินิพพาน และบทธรรมของพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร พระอานนท์ และบุคคลสำคัญในสมัยพุทธกาล เป็นบทธรรมลีลากรรมสตรีสมัยพุทธกาล และคติธรรมของอาจารย์วศิน อินทสระ บันทึกลงแฟลชไดรฟ์และวิทยุแบบพร้อมเปิดฟัง จากนั้นพิมพ์รายละเอียดชื่อบทธรรมและช่วงเวลาของแต่ละบท รวมถึงภาพของพระบรมศาสดา มีคำว่า พระโอวาทก่อนปรินิพพาน พร้อมทั้งจดหมายสั้น ๆ กล่าวถึงเจตนาของตนเองที่มีต่อทุกครอบครัว แล้วจัดพิมพ์เป็นชุดสำหรับมอบให้แต่ละครอบครัวทั้งหมู่บ้าน ยกเว้นท่านที่ใช้ยูทูบเป็น ทั้งหมดนี้เพื่อให้ผู้รับเห็นคุณค่าและทราบถึงความปรารถนาดีและตั้งใจฟัง เพราะทุกครอบครัวในหมู่บ้านล้วนมีบุญคุณกับข้าพเจ้าเมื่อครั้งเจ็บป่วยแล้วกลับไปรักษาตัวที่บ้านหลายครั้ง และการส่งธรรมะในรูปแบบเรื่องเล่านี้ เพื่อให้ผู้ฟังสนใจติดตามฟังอย่างต่อเนื่องแทนการติดละครหรือการฟังนิยาย

เมื่อจัดส่งไปถึงหมู่บ้าน พี่ชายจึงช่วยนำไปมอบให้ทุกครอบครัว เมื่อได้รับและฟังแล้ว มีผู้โทรมาขอบคุณและกล่าวด้วยเสียงที่สั่นเครือว่า “ฟังแล้วดีเหลือเกินไม่คิดว่าชาตินี้จะได้ยินได้ฟังอะไรที่ดีอย่างนี้จนอายุ 70 กว่าแล้ว” “จากที่เคยโกรธชอบด่าคนอื่นกลับเป็นโกรธแล้วหายไว ไม่อยากด่าว่าใครอีกเลย” และ “เข้าใจคำว่านิพพานแล้วและรู้แล้วว่าทำไมเขาถึงอยากไปกัน” บางท่านโทรมาด้วยความตื่นเต้น “ว่างไหม อยากบอกว่าตอนนี้กำลังฟังอยู่ สงสารนางโกกิลามากเลย หลงรักพระอานนท์ ตอนนี้ป่วยหนัก แย่เลย เขากำลังไปตามพระอานนท์มาเทศน์ให้ฟัง” ข้าพเจ้ากล่าวอนุโมทนาแล้วบอกว่า “อย่าเศร้าตามเรื่องราวนะคะ วางอุเบกขา นางโกกิลาสุดท้ายแล้วท่านได้เข้าถึงพระนิพพานค่ะ” และอีกหลายความปีติที่ข้าพเจ้าได้รับหลังส่งมอบและบอกทุกท่านว่า ให้ตั้งใจฟังเพื่อชำระจิต และจะส่งวิธีการปฏิบัติธรรมเจริญภาวนาแบบอานาปานสติตามหลักสติปัฏฐาน 4 ตามแนวคำสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งถ่ายทอดโดย พระมหาวรพรต กิตติวโร ไปให้ภายหลังจะได้เข้าใจง่าย ปฏิบัติตามได้ง่าย

และเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2563 ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังได้รับฟังข่าวดีจากลูกสาวว่าได้งานทำแล้วในบริษัทที่อยากทำ เข้าออฟฟิศสัปดาห์ละ 1 วัน อีก 5 วันทำงานที่บ้าน ลูกสาวบอกว่า “ต่อไปนี้แม่ไปปฏิบัติธรรมได้มากขึ้นแล้วนะ หนูจะดูแลน้องกับป๊าเอง” ขณะที่จิตรับรู้ก็กำหนดรู้ไปด้วย ดีใจกับลูกก็รู้ว่าดีใจ เพียงครู่หนึ่งสั้น ๆ พลันก็รู้สึกได้ถึงความเศร้าหมองที่เคลื่อนเข้ามา จิตรับรู้ว่าเวลาคงใกล้เข้ามาแล้วจึงวางเฉยกับอารมณ์เศร้านั้นทันทีไม่ปรุงแต่ง จิตรับรู้และยอมรับ ไม่คร่ำครวญ ไม่กลัวแม้ต้องตาย จิตบอกตัวเองทันทีว่าต้องหมั่นรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ทุกขณะ รู้ให้ชัด ภาวนาเป็นหน้าที่และฟังธรรมเช่นเดิม จิตไม่ดิ้นรนที่จะต้องทำสิ่งใดไปมากกว่านี้ เมื่อใจยอมรับ ไม่ต่อต้าน จิตจึงเป็นระนาบเดียวและรู้ว่ามีบุญใหญ่รออยู่ ต้องเตรียมตัวให้พร้อมไว้ หากมีชีวิตอยู่รอดถึงวันที่ 12-16 สิงหาคม เนื่องจากได้รับการยืนยันการเป็นธรรมบริกรในคอร์สศิษย์อาวุโส จึงเตรียมจัดของทุกอย่างพร้อมเดินทางไว้ครบเพื่อตัดความกังวลของจิต จากนั้นในวันที่ 6 สิงหาคม ขณะที่ข้าพเจ้าเดินกำหนดรู้ตัวอยู่ แม้จะกำหนดรู้ตัวทั่วพร้อมอย่างไรแต่ก็รู้ไม่ถึงศีรษะ รู้ได้แค่ถึงบ่าเท่านั้น ที่ผ่านมาไม่เคยเป็นเช่นนี้จนแน่ใจว่า นี่ไม่ใช่อุปาทาน เวลาคงใกล้เข้ามาเต็มที จิตยอมรับ ตายก็ตาย วางอุเบกขาได้ทันที ครั้งนี้นับเป็นสัญญาณเตือนครั้งที่สอง

และในเช้าวันที่ 8 สิงหาคม 2563 ก็มีสัญญาณเตือนเป็นครั้งที่สาม ขณะกำลังเตรียมอาหารเช้าให้คนในครอบครัวอยู่ จิตมีความรู้สึกที่ชัดมากว่า อาหารที่เตรียมให้ทุกคนในมื้อนี้เป็นมื้อสุดท้าย ก็คิดว่าถึงเวลาจริง ๆ แล้ว แต่จิตรู้สึกว่าจะไม่เกิดจากอุบัติเหตุ เมื่อรับรู้ก็วางเฉยและไม่คิดจะบอกใครแม้แต่คนในครอบครัว ตั้งใจให้ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ เพราะถ้าบอกหลายคนต้องตกใจและอาจเศร้าเสียใจ ยิ่งจะทำให้ตัวเรานี่แหละมีความห่วงใยอาลัยอาวรณ์และมีความเศร้าหมองเกิดขึ้น ซึ่งจะบั่นทอนกำลังจิตอย่างมาก และเหตุทั้งหมดนี้หากเกิดขึ้นก่อนได้มาเป็นศิษย์ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล จิตคงตั้งมั่นไม่ได้เช่นนี้ คงต้องบอกคนในครอบครัว บอกพี่ ๆ เพื่อพากันไปสะเดาะเคราะห์ต่อชะตากันเป็นสาละวน

แต่ด้วยท่านอาจารย์เมตตาอบรมสอนสั่งให้อยู่ในธรรมและทางอันดีงาม ให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ขัดต่อพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา และแม้การรับรู้ถึงความตายเกิดขึ้นถึง 3 ครั้ง จิตก็ยอมรับทุกครั้งว่าเมื่อถึงเวลาจะตายจริง ๆ ก็ต้องตาย ไม่เสียใจว่ายังปฏิบัติได้ไม่ถึงคุณธรรมที่หวังไว้ เฝ้าคิดถึงแต่สิ่งดี ๆ ที่ได้ทำมาตลอดทั้งชีวิตและการปฏิบัติตามคำสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์และท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นการรู้ตัวให้ชัด มีสติตั้งมั่นตามคำสอนของท่านอาจารย์นี้ หากทำได้ก่อนตาย เราย่อมมีสุคติเป็นที่ไปเป็นอันดับแรก เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงทบทวนว่าวันนี้จะต้องทำอะไร และนึกขึ้นได้ว่าลูกสาวบอกถึง 3 ครั้งว่า หนูอยากใส่ชุดขาวไปทำงานวันแรกและที่มีอยู่ไม่เหมาะจะใส่ไปทำงาน ปกติลูกสาวเป็นคนไม่ย้ำคิดย้ำทำ ข้าพเจ้าจึงมองหน้าลูก เมื่อเขาพูดเป็นครั้งที่ 3 เขาจึงบอกว่า แม่อย่าแอบไปหาซื้อให้หนูนะ ใจคนเป็นแม่ เมื่อคิดว่าสามารถให้อะไรลูกได้และไหวย่อมทำสิ่งนั้นหากไม่ผิดต่อศีลธรรมหรือเบียดเบียนผู้อื่น พอช่วงสาย ข้าพเจ้าจึงไปร้านกางเกงเจ้าประจำที่จังหวัดชลบุรี

เมื่อขับรถใกล้จะถึงร้าน ข้าพเจ้ารู้สึกเพลียอย่างไม่มีสาเหตุและรู้สึกศีรษะส่วนบนว่าง ๆ ชา ๆ จึงกำหนดสติรู้ให้ชัด คิดว่า ถึงแล้วรีบซื้อจะได้รีบกลับ พอจอดรถแล้วก็เดินโดยกำหนดรู้ชัดที่เท้าให้ได้มากที่สุด ขณะเดินผ่านร้านขายกล้วยนิ้วมือนางอบแห้งจึงหยุดเพื่อจะซื้อ เมื่อเห็นแม่ค้าขายดีและกำลังยุ่งเลยเดินออกมา แต่แม่ค้าส่งเสียงเรียกจึงหันกลับไปซื้อเพราะเริ่มหิว แต่ไม่อยากเดินไปกินไปจึงไปนั่งกินในรถ ขณะกินก็กำหนดรู้ เมื่ออิ่มพอประมาณก็ไปเดินต่อ จากนั้นเพียงไม่ถึง 10 นาที รู้สึกมีอาการคันที่ลิ้นและเพดานปากก็กำหนดรู้และเดินต่อไป คิดขึ้นได้ว่า หรือเราจะตายเพราะกินกล้วยนี้ จิตก็นึกถึงพรที่ท่านอาจารย์เมตตาให้ ซึ่งพรประโยคแรกที่ได้รับคือ “ขอให้มีความตั้งมั่น” ซึ่งในตอนนั้นยังไม่เข้าใจมากนัก ท่านเมตตากล่าวว่า “คนเราต้องมีบุญไว้ให้ตนเองบ้างนะคะ ไม่ต้องให้อาจารย์ทั้งหมด และการภาวนาที่บ้านไม่ต้องภาวนาให้อาจารย์ ถึงสัปดาห์ละ 2-3 วัน ให้อาจารย์แค่วันเดียวก็พอ” ข้าพเจ้าน้อมกราบรับทราบและขอน้อมอุทิศบุญในคอร์สแด่ท่านอาจารย์โดยกราบเรียนว่า “ศิษย์ตั้งใจมาจากบ้านแล้วค่ะ” และท่านก็เมตตารับทุกครั้ง ด้วยการรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เช่นนั้น ข้าพเจ้าจึงมีสติและไม่ระลึกถึงท่านอาจารย์ในขณะที่มีอาการของเวทนาเพราะตระหนักดีว่า ธาตุขันธ์ของท่านอาจารย์ไม่แข็งแรงและท่านบอกเสมอว่า ท่านสอนทุกอย่างให้ศิษย์ไปหมดแล้ว ทั้งวิชาความรู้ให้ด้วยพลังกายที่กลั่นออกมาจากเลือดของท่านและยังเมตตาย้ำเสมอว่า ถ้าจะตายอย่าขอให้ท่านช่วย ให้ตั้งสติและนึกถึงบุญของตัวเอง เมื่อได้ทบทวนธรรมคำสอนอยู่เช่นนั้นครู่หนึ่ง สติยิ่งตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียว คมชัด และไม่กราบวิงวอนขอพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านใดให้ช่วยเลย เพราะจิตรู้ชัดในตอนนั้นว่า หากวิงวอนร้องขอความช่วยเหลือไม่ช่วยตนเองก่อน จิตจะอ่อนแอ เวทนาจะอยู่เหนือจิต แม้เผลอไปเพียงเสี้ยววินาทีก็จะกลับมาตั้งมั่นได้ยากจะทุกข์ทรมานมาก แต่สติที่ตั้งมั่นจะก่อให้เกิดปัญญาในการแก้ไขช่วยตัวเองให้รอดได้หากยังไม่ถึงเวลาที่จะตาย เมื่อเข้าใจแล้วจึงระลึกว่า ท่านอาจารย์ได้เมตตาให้ทุกอย่างมาหมดแล้วอย่างแท้จริง ศิษย์ขอน้อมกราบท่านอาจารย์ด้วยความระลึกถึงพระคุณของท่านอาจารย์เจ้าค่ะ

เมื่อไปถึงร้านขายกางเกงเริ่มมีอาการคันมากขึ้น ในท้องปั่นป่วน เวียนศีรษะ ตาเบลอ เมื่อซื้อกางเกงเรียบร้อยแล้วจึงเดินไปห้องน้ำ แต่ไปไม่ถึง ต้องขอนั่งที่ร้านขายอาหารตามสั่ง แม่ค้าจึงให้ลูกน้องไปชงยาหอมมาให้ดื่มและคอยสังเกตอาการของข้าพเจ้า หาพัดมาให้และช่วยพาไปห้องน้ำ แต่ด้วยความเกรงใจจึงขอเดินต่อไปเอง พอไปถึงห้องน้ำ ข้าพเจ้าเริ่มหายใจเหนื่อยหอบ เสียงหัวใจเต้นแรงและเร็วกว่าปกติมาก จิตแวบไปห่วงลูกสาว ลูกชาย นึกสงสารว่าถ้าเราต้องตายโดยที่ออกจากบ้านมาเช่นนี้ไม่มีใครรู้เลย แต่พอรู้ทันความคิด จิตจึงวางอุเบกขาได้ทันที หลังจากนั้นมีอาการคันทั่วตัว แขนมีผื่นขึ้นถี่และขยายกว้างจนติดกันเหมือนแขนบวม รวมทั้งหนังศีรษะและใบหน้า แต่หนักที่สุดคือทุกอณูของฝ่ามือและฝ่าเท้า เหมือนมีเข็มที่แหลมมาก และอาบด้วยพิษของความคันอย่างแรงที่สุด แทงทะลุซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้นแทบไม่มีที่ว่างเลย ภายในท้องก็ปั่นป่วนอย่างรุนแรง เวียนศีรษะมากขึ้น ตาเบลอมากขึ้น อากาศในห้องน้ำก็แทบไม่มี ข้าพเจ้ารับรู้ชัดในเวทนา แต่ไม่ให้จิตไปเกาะเกี่ยว พอจะเกาะเกี่ยวก็สูดลมหายใจให้ลึกที่สุดแล้วกลั้นลมหายใจไว้ ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ เวทนาเกิดขึ้นรุนแรงเพียงใดจิตก็ไม่หวั่นไหว เมื่ออดทนถึงที่สุดแล้วแต่เพราะอาการคันนั้นเกิดจากพิษ กายจึงทนไม่ไหว จึงกำหนดเกาที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า จนเล็บฉีกขาด พอไปเกาตามตัวก็เกิดแผล แต่ด้วยอาการคันที่รุนแรงจึงไม่รู้สึกเจ็บแผลแต่อย่างใด ความร้อนที่ตัวสูงขึ้นเหมือนร้อนมาจากข้างใน จึงถอดเสื้อออกเพื่อใช้น้ำเช็ดตัว จากนั้นมีอาการจะอาเจียนและถ่ายพร้อมกัน จึงบอกตัวเองว่า ไม่ได้นะต้องให้เป็นไปทีละอย่าง เผื่อใครเห็นแล้วจะช่วยเขาจะได้ไม่รังเกียจ ข้าพเจ้าอาเจียนและถ่ายสลับกันไปมา 5-6 ครั้ง ศีรษะฟุบอยู่กับชักโครก แขนและขาอ่อนแรงมาก รู้สึกได้ถึงลมหายใจที่เหลือเพียงเล็กน้อย จึงบอกตัวเองว่า จะตายแบบแต่งตัวไม่สุภาพอย่างนี้ไม่ได้ จึงพยายามใส่เสื้อและรู้ว่าไม่ไหวแล้ว

ขณะนั้นใจเต้นแรงมาก รู้สึกได้ว่ามีลมเหลืออยู่ในช่องท้อง และอาจจะรอดถ้านอนราบกับพื้น แต่ห้องน้ำแคบจึงคลานออกมาเจอคนทำความสะอาด ข้าพเจ้าบอกว่า “ป้าจ๋าหนูขอนอนหน่อยนะคะ” เขาตกใจมากบอกว่า “พื้นสกปรกมากนอนไม่ได้” เขาพยายามประคองข้าพเจ้าขึ้นบนเก้าอี้ แต่ขณะนั้นรู้สึกว่าต้องนอนราบเพียงอย่างเดียว จากนั้นขอให้คุณป้าแม่บ้านใช้โทรศัพท์ของข้าพเจ้าโทรตามรถพยาบาล แต่ติดต่อไม่ได้ ข้าพเจ้าจึงโทรหาพ่อของลูกสาวโดยขอไม่ให้บอกลูกว่าเกิดอะไรขึ้น และหาเบอร์เพื่อนที่อยู่ในเมืองชลบุรีให้คุณป้าแม่บ้านช่วยโทรให้ ระหว่างรอก็ทั้งถ่ายและอาเจียนสลับกัน คลานเข้าออกห้องน้ำ คุณป้าแม่บ้านดูแลอย่างดีโดยไม่รังเกียจเลย และยังถามด้วยว่า “เป็นอะไร ทำไมถึงตัวร้อนมากขนาดนี้” ข้าพเจ้าบอกว่า “แพ้กล้วยตากค่ะ ตอนนี้หนูหนาวมาก ป้าจ๋าหนูรบกวนขอเสื้อแขนยาวและยาหม่องน้ำในกระเป๋านะคะ” ข้าพเจ้าทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ตัวเองหลับ รู้ชัดว่าถ้าหลับอาจไม่ตื่น หรือถ้าตื่นมาอาจมีสมองที่ไม่ปกติ เพราะออกซิเจนในร่างกายเหลือน้อยมาก คุณป้าก็ช่วยทายาหม่องน้ำที่จมูกให้เป็นระยะ ๆ ข้าพเจ้าพยายามสูดลมหายใจให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ และพยายามคุยกับคุณป้าว่า “ป้าจ๋าหนูจะไม่ลืมบุญคุณป้าเลย” พูดอยู่อย่างนี้เป็นระยะ เพื่อไม่ให้ตัวเองหลับพร้อมกับจิตที่นึกถึงบุญคุณจริง ๆ คุณป้าแม่บ้าน 2 ท่านวิ่งซื้อน้ำ ซื้อกระดาษทิชชูทั้งเปียกและแห้ง 2-3 รอบ คนหนึ่งไป อีกคนหนึ่งอยู่ดูอาการและช่วยเช็ดตัว ใครเห็นก็เข้ามาถามและแนะนำให้ประคองขึ้นนั่งบนเก้าอี้ คุณป้าก็คอยตอบว่า ข้าพเจ้าแพ้กล้วยตาก “เขานั่งไม่ได้ต้องนอนอย่างเดียว รอญาติมารับพาส่งโรงพยาบาล” เมื่อพ่อของลูกสาวและเพื่อนมาถึงจึงไปนำรถมารับที่หน้าห้าง คุณป้าแม่บ้านก็ช่วยประคองไปส่ง ขณะอยู่ในรถจิตมีความผ่องใสเบาสบายมากจนยิ้มออกมา แม้รู้สึกหนาวมากและเป็นตะคริวที่เท้าข้างขวาจนนิ้วเท้าบิดเบี้ยว ตัวสั่นสะท้านและภายในช่องท้องก็เดือดปุด ๆ ตลอดเวลา กล้ามเนื้อทุกส่วนกระตุกเป็นกลม ๆ เหมือนลูกเห็บขนาดเล็กบ้าง ใหญ่บ้างตกใส่ยกเว้นที่ศีรษะ และขณะที่รับรู้อาการเหล่านั้น จิตยังคงเบาสบายอยู่ เมื่อมีสติที่ตั้งมั่นและวางอุเบกขาได้ไว ปัญญาก็เกิดเพื่อที่จะช่วยตนเอง ขณะที่เพื่อนถามด้วยความเป็นห่วงว่า “พี่หนูจะช่วยอะไรพี่ได้บ้างรถติดมาก” จึงตอบว่า “ปิดแอร์แล้วเปิดกระจกค่ะ พี่ขอความร้อนจากข้างนอก” สักครู่อาการค่อย ๆ ดีขึ้นมาเล็กน้อย ส่วนจิตยังคงผ่องใส ระหว่างนั้นข้าพเจ้าได้ยินเสียงของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ 3 ท่าน คือคำว่า “รู้ให้ชัด” จากท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล และคำว่า “วางเฉย” จากหลวงพ่อสัญชัย จิตตภโล และคำว่า “ทุกอย่างคืนสู่ความเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์” จากพระมหาวรพรต กิตติวโร ได้ยินเสียงเรียงลำดับอยู่เช่นนี้จนถึงโรงพยาบาล

(จบตอนที่ 1)

2 thoughts on “วันหมดอายุขัย (ตอนที่ 1)

  1. ขอน้อมอนุโมทนาสาธุในธรรมทานของคุณริยวีร์ด้วยครับ ทำให้เห็นความสำคัญของการมีสติ ความตั้งมั่นและระลึกรู้ตัวอยู่เสมออย่างยิ่งครับ

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.