ประสบการณ์ธรรม คุณสันติ

เช้าตรู่ของวันเดินทาง ข้าพเจ้าได้รวบรวมกำลังเท่าที่จะทำได้ เดินไปสรงน้ำเย็นที่ห้องน้ำเพื่อบรรเทาไข้และเพิ่มกำลัง ด้วยความอัศจรรย์ ข้าพเจ้ากลับมาดีขึ้นในทันทีระยะหนึ่ง และมีแรงพอที่จะขึ้นรถแล้วนั่งไปได้ตลอดจนถึงเตโชวิปัสสนาสถานจังหวัดสระบุรี

หลังจากที่เดินทางมาหลายชั่วโมงโดยที่ไม่ได้ฉันอะไร เมื่อมาถึงที่ธรรมสถานก็ตรงเข้าไปที่กุฏิเลย และไม่นานจากนั้น โอกาสรอบสองในการถูกยกเลิกคอร์สก็เกิดขึ้น เมื่อคุณป๊อบมาเคาะประตูเรียกข้าพเจ้า
“พระสันติ ผมได้ยินว่าท่านป่วย”
“ใช่ครับ”
“ถ้าอย่างนั้น คงต้องขออภัยด้วย ทางเราไม่สามารถรับท่านเข้าคอร์สได้ เนื่องจากท่านอาจารย์อาจได้รับเชื้อจากท่าน ซึ่งเราไม่สามารถยอมรับความเสี่ยงนั้นได้ ทางเราจำเป็นต้องขอให้ท่านขึ้นรถกลับไปที่สุรินทร์…”

ข้าพเจ้ารู้สึกช็อกมาก มันคุ้มค่าจริง ๆ หรือที่จะอยู่ต่อ แน่นอนว่าข้าพเจ้าไม่มีทางที่จะนำภัยใด ๆ มาสู่ท่านอาจารย์ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าพเจ้าจึงตอบตกลงว่าจะขึ้นรถกลับ แม้ว่าในใจปรารถนาที่จะขออยู่ต่อก็ตาม

เมื่อข้าพเจ้ากำลังเตรียมตัวกลับ ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นก็มีเสียงเคาะที่ประตู คราวนี้เป็นคุณหมออุทิตย์ ท่านได้มาช่วยตรวจอาการ และเมตตาถามไถ่ถึงที่มาของความเจ็บป่วยว่าได้รับเชื้อมาอย่างไร
“ไม่ต้องห่วง” ท่านบอกกับข้าพเจ้า
“พิจารณาจากที่บอกมา นี่คือไข้หวัดใหญ่ธรรมดา และอาการน่าจะดีขึ้นตามลำดับ น่าจะเกิดจากการทำงานหนักเกินไปและพักผ่อนน้อย แต่จะไม่ส่งผลอันตรายต่อท่านอาจารย์”

ข้าพเจ้าได้รับการช่วยเหลือเอาไว้อีกครั้ง และนี่คือจุดเปลี่ยนที่ได้อยู่เข้าคอร์ส ซึ่งเติมเต็มในสิ่งที่ข้าพเจ้าตั้งใจจะทำ

ข้าพเจ้าพยายามผลักดันให้ตัวเองเดินไปที่หอปฏิบัติ และนั่งภาวนาตามตารางปฏิบัติในวันแรก แต่พอเข้าสู่เวลาธรรมบรรยายในช่วงค่ำ ข้าพเจ้าก็เริ่มรู้สึกแย่ลงอีกครั้ง จนต้องรีบกลับไปอาเจียนที่กุฏิ และตามด้วยการดื่มน้ำอีกหลายแก้ว

สองวันถัดมา ข้าพเจ้าปฏิบัติภาวนาตามหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ข้าพเจ้าจำได้ว่าในคอร์สนี้ สภาพอากาศค่อนข้างเย็นและมีลมแรง ทำให้ร่างกายเย็นและไม่ได้รู้สึกมีความร้อนเหมือนเช่นเคยในช่วงที่นั่งภาวนา แต่ข้าพเจ้าก็ระลึกถึงคำสอนของหลวงพ่อสัญชัย และท่านอาจารย์…
“อย่าหวั่นไหว ถ้าหากร้อน…ก็เรื่องของมัน ถ้าไม่ร้อน…ก็เรื่องของมัน เรามีหน้าที่นั่งภาวนา เพราะฉะนั้น เราต้องภาวนาต่อไป”
ไม่ว่าจะเกิดอาการเช่นใด เราเพียงแค่รับรู้แล้วตรึงจิตที่จุดสัมผัสให้ชัด มั่นคงอยู่ที่จุดสัมผัสให้ชัด และวางอุเบกขาต่อทุกปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกับตน

ในช่วงสามวันแรก อาการป่วยของข้าพเจ้าเป็นๆ หาย ๆ และข้าพเจ้าก็ลังเลที่จะฉันอะไรลงไป เพราะเกรงว่าจะอาเจียนหลังจากนั้น จนรบกวนการภาวนา ข้าพเจ้าเลยตัดสินใจฉันเพียงแค่ไม่กี่คำต่อวัน นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังถูกทดสอบจากกิเลสในความฝัน คือให้ฝันมีอารมณ์ทางเพศ และพยายามที่จะมารบกวนจิตตลอดเวลาที่หลับ แต่ทุกครั้งข้าพเจ้าจะตื่นขึ้นมา และระลึกว่าไม่หวั่นไหว เข้าใจว่าเป็นเพียงความฝัน และสภาวะหลายอย่างนั้น เรามักจะกำหนดเองไม่ได้ แค่เพียงวางอุเบกขา เสมือนไม่เคยเกิดขึ้นเท่านั้น

ในที่สุดในคืนที่ 3 ตอนที่หลับ ข้าพเจ้ามีนิมิตถึงหลวงปู่สรวง ในนิมิตท่านได้เข้ามาหาข้าพเจ้าด้วยมหาเมตตาโดยในมือของท่านถือขวดเล็ก ๆ
“ฉันยาของหลวงปู่ไว้นะ” หลวงปู่บอก
หลังจากที่ฉันยาเข้าไปแล้ว ข้าพเจ้าก็ตื่นขึ้นมาทันทีพร้อมกับความรู้สึกอยากอาเจียน แต่ครั้งนี้ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ก็ไม่มีอะไรออกมา และหลังจากที่พยายามอยู่หลายครั้ง ข้าพเจ้าจึงกลับไปจำวัดต่อ

ตั้งแต่ที่มีนิมิตนั้น อาการป่วยก็ไม่กลับมาอีกเลยในระหว่างที่เข้าคอร์ส ข้าพเจ้า…ที่นี่และตอนนี้…ขอน้อมกราบในพระคุณอย่างสูงสุดของหลวงปู่สรวง และหลวงพ่อสัญชัย จิตตภโล ผู้ที่ได้ช่วยข้าพเจ้าสู้กับอาการป่วยนี้จากทางสุรินทร์เช่นกัน

การมาถึงของท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์ได้เดินทางมาถึงในวันที่ 4 ของคอร์สปฏิบัติ ท่านได้เรียกข้าพเจ้าไปสอบถามถึงสภาวธรรมที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสรายงาน ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้น และรู้สึกห่วงใยในสุขภาพของท่าน “เหมือนดั่งเด็กน้อยที่รู้สึกตื่นเต้นที่ได้พบแม่ของเขา”

เมื่อย้อนกลับไปในเวลานั้นที่ท่านอาจารย์ได้หมดอายุขัยลง และท่านยังคงดูอ่อนแรงอยู่มาก
แต่ท่านไม่มีความลังเลที่จะสอบถามสภาวธรรมของศิษย์ทุกคน และได้เทศน์สอนโดยใช้พลังที่ท่านมีเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย เพื่อพาศิษย์ทุกคนกลับคืนสู่อิสรภาพ ข้าพเจ้าระลึกถึงสิ่งที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวกับข้าพเจ้าในการรายงานครั้งแรกได้ว่า

“ท่านค้นหาทางเพื่อการหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานมานานแสนนาน แต่ยังไม่เคยได้พบกับสัตบุรุษ
บัดนี้ท่านได้พบแล้วในที่สุด ในกาลก่อน ท่านได้เคยนุ่งห่มด้วยผ้ากาสาวพัสตร์เช่นนี้มาแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเดินทางไปสู่จุดหมายได้ เหตุผลหลัก นั่นเพราะท่านยังไม่มีจิตที่หนักแน่นเพียงพอ”

ท่านอาจารย์ได้เมตตาชี้จุดอ่อนให้ข้าพเจ้า นี่เปรียบดั่งเงื่อนปมที่ฉุดรั้งข้าพเจ้าไว้ จิตของข้าพเจ้าไม่มีความแข็งแกร่งและหนักแน่นเพียงพอที่จะปฏิเสธและหันหลังให้กับความรื่นรมย์ทางโลก ครั้งนี้ข้าพเจ้ามั่นใจว่าจะได้รับบทเรียนอะไรบางอย่าง
ข้าพเจ้าได้เดินกลับมาที่กุฏิ และตั้งจิตภาวนาด้วยจิตที่ตั้งมั่น

ในเย็นวันนั้น เมื่อถึงเวลาที่ท่านอาจารย์นำการภาวนา ท่านเน้นย้ำว่า
“การจดจ่ออย่างต่อเนื่องนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง”
“ถึงเวลาของการเรียกความแข็งแกร่งให้กลับคืนมาได้แล้ว”

คำสอนจากท่านอาจารย์ เปรียบดั่งลูกศรที่แหลมคมที่สุด ปักลงตรงกลางหัวใจของข้าพเจ้า
ที่ตระหนักรู้อย่างแจ่มชัดแล้วว่า จักต้องรักษาสภาวจิตให้ตรึงอยู่กับสติ รู้ชัด และอุเบกขา ให้มีความจดจ่อต่อเนื่องทุกวินาที ไม่ให้จิตซัดส่ายขึ้นลงดั่งลูกข่าง คำสอนจากท่านทำให้ข้าพเจ้ามีจิตใจที่หนักแน่นมั่นคงยิ่งขึ้น และสัมผัสได้ถึงกระแสแห่งความเมตตาที่ไหลผ่านคำสอน เพื่อส่งมายังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าปฏิบัติต่อไปด้วยความรู้ชัด จดจ่อต่อเนื่องในทุกวินาที

ในวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของคอร์ส ข้าพเจ้าได้รับโอกาสในการสนทนากับท่านอาจารย์ถึงสภาวธรรมเป็นครั้งที่สอง ในเวลานั้น ข้าพเจ้ารู้สึกมั่นใจว่ามีความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ข้าพเจ้าได้หวนระลึกถึงคำพูดของท่านที่กล่าวกับข้าพเจ้าว่า

“อาจารย์ยินดีมากที่ได้เห็นท่านครองผ้ากาสาวพัสตร์นี้อีกครั้ง นอกเหนือไปกว่านั้น ท่านยังได้เข้าถึงความก้าวหน้าในธรรมอีกด้วย…ท่านจึงได้ชื่อว่า เป็นสงฆ์อย่างแท้จริง”

ข้าพเจ้ารู้สึกประหลาดใจในตนเอง ที่ไม่มีความรู้สึกยินดีใด ๆ คำกล่าวของท่านอาจารย์กลับมาตีตรงที่อัตตาของข้าพเจ้า จิตของข้าพเจ้าถูกครอบงำจากตัณหา ด้วยความยึดมั่นในความปรารถนาความก้าวหน้าทางธรรม เพื่อให้เข้าถึงความก้าวหน้าที่สูงขึ้น จึงเกิดความคิดว่า หากท่านอาจารย์กล่าวเช่นนั้น นั่นหมายความว่า ข้าพเจ้าไม่มีความก้าวหน้าใด ๆ

และเมื่อกลับไปที่กุฏิ จิตของข้าพเจ้าได้ถูกครอบงำด้วยตัณหา ที่ปรุงแต่งให้เกิดความคาดหวังในความก้าวหน้าทางธรรม นี่เป็นกลยุทธ์ที่ช่างแยบยลและได้ผล แทนที่จะตั้งใจปฏิบัติภาวนาต่อไป ข้าพเจ้ากลับนั่งลงแล้วเหม่อลอยด้วยความสิ้นหวังที่เสียโอกาสไป

ตอนนี้ข้าพเจ้าเข้าใจการทำงานของกิเลส ตัณหา และความทะยานอยากมากขึ้น ทั้งหมดเหล่านี้ ก็เพื่อลวงให้เราล้มเลิกการภาวนา นี่เป็นแผนลวงที่ถูกออกแบบมาให้ใช้การได้เสมอ เพราะเขารู้จักเราอย่างดี เขารู้ว่าจะทำอย่างไรให้มันได้ผล หากท่านได้เคยรับประสบการณ์เช่นนี้ ขอท่านจงมีสติรู้ชัด และวางอุเบกขาให้สมบูรณ์ โดยไม่หวั่นไหวกับความคิดที่ผุดขึ้น และทำหน้าที่ของตนต่อไป

จิตของข้าพเจ้าในตอนนี้นั้น ช่างหมดหนทาง หยาบกระด้างและสิ้นหวัง

ในเย็นวันศุกร์ จะเป็นวันที่ภาวนาเพื่อน้อมถวายบุญแด่พระบรมศาสดาดั่งเช่นทุกคอร์สที่ผ่านมา ในขณะที่พระภิกษุทุกรูปกำลังจัดแถว และกำลังก้าวขึ้นสู่อาสนะอยู่นั้น หลวงพี่วิชได้เดินมาหาข้าพเจ้าแล้วถามว่า

“สันติ คุณทำได้แล้วใช่หรือไม่”

“ไม่ครับ เกรงว่าจะไม่สามารถทำได้ในคอร์สนี้”

“เดี๋ยวก่อนอย่าเพิ่งด่วนสรุป อย่าได้หวั่นไหว รักษาความหนักแน่นไว้ รักษาอุเบกขาไว้”

คำกล่าวของหลวงพี่วิช ทำให้ข้าพเจ้ากระจ่างแจ้งขึ้น หลวงพี่ได้จุดประกายธรรมให้ด้วยประโยคที่ดูเหมือนธรรมดา ข้าพเจ้าแน่ใจอย่างยิ่งว่า หากไม่ได้หลวงพี่วิชช่วยไว้ ข้าพเจ้าคงไม่สามารถวางอุเบกขาได้เลยในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนั้น หลวงพี่วิชคือผู้ที่ให้กำลังใจอย่างดีเยี่ยมแก่ข้าพเจ้า นับตั้งแต่ที่เราได้บวชพร้อมกัน ข้าพเจ้านับถือท่านดั่งพี่ชาย ได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างมากมายจากท่าน ทำให้ข้าพเจ้าเคารพนับถือท่านอย่างสูง

ณ ตอนนั้น ข้าพเจ้าพร้อมที่จะกลับมายืนด้วยขาของตนเอง และรักษาจิตให้เสถียร และวางอุเบกขาให้ได้ ไม่ว่าจะเกิดสภาวธรรมใด ๆ ขึ้นมา

ในช่วงเวลาของการภาวนาใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ จิตของข้าพเจ้ามีความตั้งใจอย่างแน่วแน่และหนักแน่น ที่จะไม่ยอมให้สิ่งใดมาทำให้วอกแวกหรือรบกวนอย่างเด็ดขาด เพื่อรวบรวมให้เป็นพลังบุญที่ดีที่สุด เพื่อน้อมถวายแด่พระบรมศาสดา ด้วยความตั้งใจและแน่วแน่ จิตก็ยกขึ้นเป็นมหาสติ ในช่วงของการปฎิบัติ จิตมีสภาวะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว ภาพนับล้านเกิดขึ้นในจิต เหมือนเปิดดูหนังสือทุกหน้าตั้งแต่ต้นจนจบอย่างรวดเร็ว เร็วจนไม่สามารถบอกได้ว่า ภาพต่าง ๆ นั้น คืออะไร ความตั้งใจเดียวของข้าพเจ้าในเวลานั้นคือ ให้จิตจดจ่ออยู่ที่จุดสัมผัส ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ในที่สุด…วันสุดท้ายของการเข้าคอร์สก็มาถึง ณ ตอนนั้น เป็นช่วงเวลาของการปฏิบัติภาคเช้า เพื่อน้อมถวายเป็นอาจาริยบูชาแด่พระอาจารย์ใหญ่ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี

เมื่อรู้ว่าจะเป็นอีกหนึ่งโอกาส ที่จะได้พบท่านอาจารย์เพื่อรายงานสภาวธรรม ความคิดและตัณหาต่าง ๆ ก็รุมเร้าเข้ามาป่วนจิตให้อยากได้ความก้าวหน้าในธรรมอีก แต่ข้าพเจ้าก็ทุ่มเท ทำให้ดีที่สุดด้วยการตั้งจิตให้จดจ่อในทุกวินาที.ท่านอาจารย์นิมนต์พระสงฆ์ให้รายงานสภาวธรรมครั้งละ 1 รูป ข้าพเจ้าคือพระรูปสุดท้าย และแล้วก็ถึงเวลาของข้าพเจ้า

จบตอนที่ 2

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.