ประสบการณ์ภาวนา คุณกิตติธัช

ข้าพเจ้าชื่อกิตติธัช อายุ 29 ปี ปัจจุบันเพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากประเทศเยอรมนี และได้กลับเข้าทำงานต่อที่การประปาส่วนภูมิภาค ตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์ หลังจากได้ทุนจากที่ทำงานไปเรียน ข้าพเจ้าได้เข้ารับการอบรมเตโชวิปัสสนากรรมฐานคอร์สแรกในเดือนกรกฎาคม 2556 จากการชวนของคุณแม่ เดิมทีนั้นข้าพเจ้าก็มีความศรัทธาในธรรมของพระพุทธองค์อยู่แล้ว เพราะได้เคยเจอกับความทุกข์ในช่วงวัยเรียน และรู้ว่า ธรรมะนั้นสามารถดับทุกข์ได้ เคยได้รับการอบรมธรรมะเรื่อง พาตัวใจกลับบ้าน กับอาจารย์ศุภวรรณ กรีน เป็นการฝึกปฏิบัติธรรมตามหลักสติปัฏฐาน 4 ให้จิตอยู่กับกาย ไม่ส่งจิตออกนอกไปคิดจนเกิดความทุกข์ ได้รู้จักคำว่านิพพาน และมีความปรารถนาในนิพพานอยู่ในใจลึก ๆ แต่ก็คิดว่า คนจะไปนิพพานได้ต้องบวชเป็นพระเท่านั้น เคยเข้าคอร์สปฏิบัติแนวยุบหนอ พองหนอ มา 1 ครั้ง ซึ่งตอนนั้นก็ยังเข้าใจว่า การนั่งสมาธินั้นต้องนิ่งอย่างเดียว ไม่รับรู้อารมณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น การปฏิบัติในคอร์สช่วงแรกมีความฟุ้งซ่านมาก มีความคิดสารพัดเกี่ยวกับเรื่องที่เข้าไปข้องเกี่ยว เช่น เรื่องเกม เรื่องเรียน และเมื่อมีความคิดก็ไม่ได้รับรู้แล้ววางเฉย กลับปล่อยจิตไหลไปตามความคิดนั้น ไม่สามารถรวมจิตได้ จนเมื่อสอบอารมณ์ ท่านอาจารย์เมตตาสอนให้มีความตั้งมั่นให้มากขึ้น ข้าพเจ้าก็ตั้งใจปฏิบัติจนสามารถรวมจิตให้ตั้งมั่นได้ แล้วก็ได้เจอกับเวทนา นั่งเพียงแค่ชั่วโมงเดียวก็ปวดขามาก ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยเจอมาก่อน ทำให้ได้เข้าใจการปฏิบัติวิปัสสนามากขึ้นว่า ไม่ใช่แค่นิ่งอย่างเดียว แต่ให้รับรู้อารมณ์ต่าง ๆ และถอนความยึดมั่นถือมั่นจากอารมณ์นั้นว่า กายนี้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา แต่ข้าพเจ้าก็ยังไม่สามารถแยกจิตออกจากกายได้ เกิดเป็นการกลัวเวทนาความปวด และปฏิบัติได้มากสุดแค่ชั่วโมงครึ่ง

ปกติเมื่อจบคอร์สการอบรมวิปัสสนากรรมฐาน ศิษย์แต่ละคนจะมีโอกาสได้กราบขอบคุณท่านอาจารย์ ตอนแรกนั้นไม่แน่ใจว่า ต้องทำอย่างไร พอขึ้นหอปฏิบัติเห็นศิษย์ผู้เข้ารับการอบรมทยอยเข้าไปขอบคุณท่านอาจารย์เลยเข้าใจ พอแถวใกล้เข้ามา ได้ยินศิษย์แต่ละคนพูดกับท่านเบา ๆ ข้าพเจ้าก็ยิ่งตื่นตระหนก เพราะกลัวการเข้าหาและพูดกับท่านอาจารย์มาก พอถึงคิวก็เข้าไปมอบพวงมาลัยให้ท่านโดยไม่ได้กล่าวอะไรเลย ออกมาแล้วก็รู้สึกผิดมากที่ไม่ได้กล่าวอะไรกับท่าน ทั้งที่ท่านอาจารย์เมตตาเสียสละเวลามาสอนถึงเพียงนี้ จึงคิดว่า จะต้องกลับมาอีกครั้งให้ได้เพื่อกล่าวขอบคุณท่านอาจารย์

แต่ในความเป็นจริง พอออกจากคอร์สแล้ว ข้าพเจ้าก็ไหลไปตามกระแสโลก จนลืมความคิดนั้นไป และไม่ได้ปฏิบัติภาวนาที่บ้านต่อแต่อย่างใด เพราะคิดว่าคงเหมือนคอร์สอื่นที่เคยเข้ามาแล้ว ที่ปฏิบัติแต่ในคอร์ส พอออกมาก็ใช้ชีวิตทางโลกตามปกติ และยังคงมีความคิดว่า ไปนิพพานได้ต้องบวชอย่างเดียว รวมทั้งเป็นช่วงที่ข้าพเจ้ากำลังทำวิทยานิพนธ์เพื่อจบปริญญาตรี จึงมุ่งมั่นกับการเรียนให้จบ พอจบก็หางานทำ ใช้ชีวิตไปตามกระแสโลก แล้วก็โดนกิเลสพาไป ให้หลงกับชีวิตทางโลก เที่ยวเล่น หลงกับเรื่องกิน เรื่องกาม จนท้ายที่สุดแล้วก็เจอกับความทุกข์อีกครั้งหนึ่ง เคยทุกข์จนถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย แล้วก็หันหน้ากลับมาพึ่งธรรมะอีกครั้ง โดยตอนนั้นข้าพเจ้าคิดที่จะบวชไปตลอดชีวิตเลย แต่พอคุยกับคุณแม่แล้วท่านก็ขอให้อยู่ด้วยกันไปก่อน เพราะข้าพเจ้าเป็นลูกคนเดียว พ่อแม่ก็คงอยากให้ลูกอยู่ดูแลท่าน เลยเปลี่ยนใจเป็นบวช 1 พรรษาแทน ได้ตระเวนหาที่บวช แต่ก็ไม่เจอสถานที่ถูกใจ ประกอบกับเป็นช่วงที่ต้องเข้าพิธีรับปริญญาบัตรด้วย สุดท้ายเลยไม่ได้บวช อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นก็มีโอกาสได้ไปปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์สุรศักดิ์ ธุวสีโล วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ด้วยรูปแบบการปฏิบัติแนวยุบหนอ พองหนอ ซึ่งท่านสอนให้มีสติสัมปชัญญะ กำหนดรู้ในทุกอิริยาบถ ให้ดูการเกิดดับของเวทนาว่า เวทนานั้นไม่เที่ยง ให้ปฏิบัติอย่างจริงจังเป็นเวลา 2 ชั่วโมงต่อเนื่อง โดยท่านนั่งเฝ้าตลอด ทำให้ข้าพเจ้าได้เจอกับเวทนาอีกครั้งและได้ต่อสู้กับเวทนาโดยตรง เพราะจะถอนภาวนาไม่ได้ เมื่อกลับมาที่บ้านมาปฏิบัติต่อ แต่จิตก็ยังอ่อนแออยู่ ไม่มีกำลังพอที่จะสู้กับกิเลสจากภายในได้ ข้าพเจ้าเลยนึกถึงเตโชวิปัสสนากรรมฐานขึ้นมา และอยากไปเข้าคอร์สอีกครั้ง เมื่อโทรไปถามก็ทราบว่า ยังไม่มีคอร์สว่าง และต้องรอการประกาศคอร์สใหม่ แต่เวลาผ่านไปไม่นานได้ทราบว่า ท่านอาจารย์เปิดคอร์สพิเศษเพิ่ม ถ้าจำไม่ผิดเป็นเดือนสิงหาคม 2557 ข้าพเจ้ารีบสมัครไปทันที รู้สึกเหมือนท่านอาจารย์เมตตาเปิดคอร์สนี้มาเพื่อข้าพเจ้าจริง ๆ

ในคอร์สนี้ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัติเป็นอย่างมาก เพราะต้องการที่จะพ้นจากความทุกข์ที่กำลังประสบอยู่ นั่นคือ การมีความคิดฟุ้งซ่าน การติดเพลินหลงอยู่กับการเล่นเกม อยากจะเลิกก็เลิกไม่ได้ โดยช่วงแรกของการภาวนา มีนิวรณ์เป็นความง่วงเข้ามาเล่นงานอย่างหนัก แต่ไม่ว่ามีอะไรเกิดขึ้น ข้าพเจ้าจะท่องไว้ในใจว่า เพ่ง ตรึง รู้ ตามที่ได้อ่านคำสอนของท่านอาจารย์มา และก่อนที่จะเข้าคอร์ส มีอาการสัปหงกอยู่หลายรอบ พยายามฝืน และกลับมาจดจ่อต่อเนื่อง จนจิตมีกำลังในการภาวนามากขึ้น หลังจากนั้นมีเวทนาแรงกล้ามากที่ขาทั้งสองข้าง แต่ยังคงเพ่ง ตรึง รู้ อยู่อย่างนั้น จนจิตมีกำลังตั้งมั่นได้ดี และได้เข้าถึงสภาวะจดจ่อจนไม่จดจ่อ สามารถแยกจิตออกจากกายได้ แม้ความเจ็บปวดยังมีอยู่ แต่ใจไม่ไปเกาะเกี่ยวกับมันเลย แค่รับรู้แล้ววางเฉย เป็นสภาวะที่มีความรู้ชัดและอุเบกขาเต็มเปี่ยม แต่เมื่อปวดมากจนถึงที่สุด ก็ยังไม่สามารถผ่านด่านเวทนาได้ ต้องถอนภาวนาออกมาก่อน หลังจากจบคอร์สนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของท่านอาจารย์มาก เหมือนว่า ท่านได้ช่วยชีวิตของข้าพเจ้าไว้ให้พ้นจากความทุกข์ ได้มอบชีวิตใหม่ ให้จิตได้มีกำลังสู้กับกิเลส เมื่อกลับมาบ้านก็ได้อ่านหนังสือ เตโชวิปัสสนา เปิดประตูนิพพาน ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยอ่านมาก่อนเลย ข้าพเจ้าจึงเข้าใจว่า จะไปนิพพานไม่จำเป็นต้องบวชเสมอไป เป็นฆราวาสก็สามารถบรรลุธรรมได้ ทำให้ข้าพเจ้าเกิดศรัทธาในสายธรรมและในตัวของท่านอาจารย์เป็นอย่างมาก คิดว่าได้พบทางที่จะพาให้เราพ้นทุกข์และเข้าถึงนิพพานได้แล้ว

จากนั้นมาก็ตั้งใจปฏิบัติทุกวัน รอเวลาที่จะได้เข้าคอร์สต่อไป ได้สมัครเข้าคอร์สยาว 8 วัน 7 คืนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เนื่องด้วยข้อจำกัดในการลางาน เมื่อตั้งใจปฏิบัติพบว่า จิตพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ละนันทิความติดเพลินได้มากขึ้น จากแต่ก่อนที่เป็นคนติดเกมมาก และจากเดิมที่เวลามีความโกรธและพูดจาไม่ดีออกไปบ้าง เกิดเป็นความรุ่มร้อนอยู่ในใจ ก็รู้เท่าทันอารมณ์ต่าง ๆ มากขึ้น และวางอารมณ์ไม่ให้ติดค้างใจได้เร็วขึ้นเป็นลำดับ มีสติสัมปชัญญะมากขึ้นในการใช้ชีวิตประจำวัน จิตใจอ่อนโยนมากขึ้น ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ได้เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของสายธรรม และได้รับโอกาสช่วยงานของสายธรรมและขององค์กรโนอิ้ง บุดด้าเรื่อยมา ส่วนการภาวนาจากตอนแรกที่มีเวทนาความปวดมาก เมื่อกลับมาภาวนาที่บ้านก็สู้กับเวทนาเรื่อยมา จนในที่สุดเวทนาก็จางหายไป กลายเป็นสภาวะร้อนแบบเหงื่อออกท่วมตัว หลังจากนั้นก็เป็นสภาวะแบบร้อนแห้งที่มีเหงื่อน้อยลง ส่วนการภาวนาในคอร์สนั้น พอจิตตั้งมั่นได้ดีจะมีความร้อนแบบปวดแสบปวดร้อนมากที่ฝ่าเท้า เหมือนกับโดยน้ำร้อนลวก

จนกระทั่งเมื่อข้าพเจ้าได้ไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศเยอรมนี ก็ได้รับบททดสอบจากกิเลสอีกครั้ง เพราะเกิดนันทิความหลงเพลินมากขึ้นจากการที่เข้าไปดูยูทูบหรือดูหนังเพื่อเรียนและฝึกภาษาเพิ่มเติม กลับกลายเป็นหลงดูด้วยความเพลิน มีความคิดที่ว่า ดูแค่ครึ่งชั่วโมงคงไม่เป็นไร แต่เอาเข้าจริงก็ถูกคลื่นแม่เหล็กจากอินเทอร์เน็ตดูด และปล้นสติสัมปชัญญะ ให้เข้าไปติดกับดักอารมณ์ มีความทะยานอยาก จนไม่อาจหยุดตัวเองได้ ทำให้เสียเวลาไปกับการท่องโลกโซเชียลเป็นอันมาก ดังที่ท่านอาจารย์ได้เคยเขียนสอนไว้ในเรื่องการหลงเข้าไปสู่คลื่นความถี่ผิด จนเกิดความเสียหายใหญ่หลวงแก่จิตวิญญาณ ถูกดูดเข้าไปสู่สนามพลังงานแห่งความหลงเพลิน จนยากที่จะถอดถอน เหตุนี้จึงทำให้วินัยในการภาวนาของข้าพเจ้าเริ่มถดถอยลงด้วย จากเดิมภาวนาทุกวัน ก็เริ่มเว้นไปเรื่อย ๆ ทำให้ประสิทธิภาพในการภาวนาลดลง ภาวนาไม่ทันครบชั่วโมงก็เลิกก่อนบ้าง พอรู้สึกตัวก็กลับมาภาวนาอย่างยิ่งยวด จนจิตมีกำลังตื่นขึ้นมาได้บ้าง แต่ไม่นานก็หลงกลับไปสู่คลื่นความถี่เดิม ด้วยความที่ยังมีกิเลสเหลืออยู่และขาดสติสัมปชัญญะในการรู้เท่าทันความคิดที่ว่า ดูนิดเดียวคงไม่เป็นไร แต่ที่ว่าไม่เป็นไรนี่แหละ ทำให้จิตเกิดความทะยานอยากเสพอย่างไม่จบสิ้น กิเลสเดิมที่มีอยู่ยังกำจัดไปไม่หมดแล้วยังรับของใหม่เข้ามา ทำให้จิตเกิดเป็นการคอยคิดวนอยู่แต่เรื่องนันทิ จนขาดอิสรภาพทางจิตใจ กว่าจะกู้จิตคืนกลับมาให้มีสติสัมปชัญญะเหมือนเดิม ก็ด้วยการได้อ่านคำสอนที่ท่านอาจารย์เมตตาถ่ายทอดไว้ ทำให้อาการคิดวนนั้นเริ่มหายไปจากจิต กลับมามีวินัยในการภาวนา และภาวนาได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง จิตมีกำลังกลับคืนมา พร้อมกับความรู้ตัวชัด ประสบการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนครั้งสำคัญ ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นโทษภัยของคลื่นอินเทอร์เน็ตที่มีแรงดึงดูดจิตมหาศาล โทษภัยของการขาดสติสัมปชัญญะ และการขาดวินัยในการภาวนา และข้าพเจ้าจะไม่สามารถผ่านบททดสอบนี้ได้เลย ถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือจากคุณพระศรีรัตนตรัยและท่านอาจารย์ ขอน้อมกราบขอขมาต่อคุณพระศรีรัตนตรัยและท่านอาจารย์ ในความผิดพลาดที่หย่อนวินัยภาวนาและหลงติดอยู่กับนันทิ

สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าขอน้อมกราบรำลึกถึงพระคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบรมศาสดา น้อมกราบในพระคุณของพระอาจารย์ใหญ่ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี คุณแห่งสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกภพทุกชาติ ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ที่เมตตาสอนสั่ง และคอยห่วงใยช่วยเหลือเหล่าศิษย์อยู่เสมอ พระคุณของคุณพ่อ คุณแม่ รวมถึงกัลยาณมิตรทั้งทางโลกและทางธรรม ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีวันนี้ บุญกุศลใดที่ได้เกิดจากธรรมทานครั้งนี้ ข้าพเจ้าขอน้อมอุทิศแด่ท่านอาจารย์ทั้งหมดทั้งสิ้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.