ประสบการณ์ธรรม คุณพนิตา สไตนมัน

ชีวิตในช่วงอายุ 22-34 ปี เป็นช่วงที่ชีวิตหดหู่และรู้สึกสำนึกผิดอย่างที่สุด ข้าพเจ้าวนเวียนอยู่กับการทำงานหาเงิน แต่ก็หาได้ไม่พอใช้ เลยไม่กล้าสู้หน้าคุณพ่อและคุณแม่ เพราะไม่เพียงไม่เลี้ยงดูท่านแล้วยังได้แต่สร้างหนี้ไว้อีก โกหกเอาตัวรอดไปวัน ๆ ชีวิตตกต่ำ และเคยประสบอุบัติเหตุจนทำให้เดินไม่ได้ ทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องพากลับไปอยู่ที่บ้าน

ข้าพเจ้าได้กราบเท้าขอขมาต่อคุณพ่อคุณแม่ ขอตั้งต้นชีวิตใหม่ เป็นคนใหม่ สวดมนต์ รักษาศีล 5 ชีวิตจึงดีขึ้นเป็นลำดับ จนได้พบคู่ชีวิตและมาเริ่มต้นชีวิตครอบครัวที่ประเทศเนเธอร์แลนด์

ข้าพเจ้าตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนดี เป็นลูกที่มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ และผู้มีพระคุณทุกคน รักษาศีล 5 ให้มั่นคงหนักแน่น แต่ก็ยังคิดถึงแต่ความร่ำรวย อยากมีเงินมาก ๆ จึงไปขวนขวายหาคอร์สเรียนออนไลน์ เป็นคอร์สเสริมสร้างความมั่งคั่ง คอร์สสร้างตัวตนหลายต่อหลายคอร์ส แต่หลังจากที่ได้เรียนไปแล้ว กลับมีความรู้สึกลึก ๆ ว่ามันไม่ใช่ตัวเรา แล้วมันคืออะไรกันแน่ที่เรากำลังค้นหาอยู่

จนกระทั่งปี 2561 ข้าพเจ้าได้รับหนังสือฆราวาสบรรลุธรรม 2 เล่ม ที่กัลยาณมิตรคุณสุคีน และคุณนิรันดร์ ส่งมาให้จากประเทศไทย แค่หน้าปกหนังสือก็เขียนชัดเจนจนกระแทกเข้าไปที่จิต และยิ่งเมื่อเปิดอ่านด้านใน ท่านอาจารย์เขียนว่า หลักเทคนิคการภาวนานี้ได้รับการสื่อจิตมาสอนโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งครอบครัวของข้าพเจ้านั้นเคารพนับถือองค์สมเด็จฯ ท่านอยู่แล้ว คุณแม่บอกเสมอว่า ถ้ามีอะไรติดขัด ขอให้สวดพระคาถาชินบัญชร ข้าพเจ้าปีติขนลุกและปลาบปลื้มเหมือนได้เจอแสงสว่าง ได้พบคำตอบว่า สิ่งที่ตนเองค้นหานั้นคืออะไร เราเกิดมาเพื่ออะไร และฆราวาสก็บรรลุธรรมได้ คำตอบทั้งหมดที่อยู่ในหนังสือของท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ข้าพเจ้าอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก ข้าพเจ้าได้พบแล้วเพราะมีกัลยาณมิตรที่ประเสริฐเหลือเกิน ขอบคุณเพื่อนรักทั้งสองมา ณ ที่นี้ด้วย

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าก็ตั้งจิตปรารถนาให้ได้เข้าคอร์สแรกคือ คอร์สอานาปานสติโดยเร็วที่สุด ซึ่งใช้เวลาถึง 1 ปีครึ่ง วางแผนลางานและกลับมาประเทศไทย 8 วัน ในที่สุดได้เข้าคอร์สเมื่อวันที่ 30 มกราคมถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งเป็นการเดินทางเพื่อมาเรียนคอร์สนี้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ ข้าพเจ้าได้บอกเล่าให้กัลยาณมิตรที่อยู่กรุงเทพฯ อีกท่านหนึ่งคือคุณภัสสรา ว่าจะมาเรียนคอร์สอานาปานสติ เพื่อนก็ได้สมัครและให้คนที่บ้านขับรถมาส่งที่เตโชวิปัสสนาสถาน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เพื่อเข้าคอร์สพร้อมกัน

เมื่อเดินทางมาถึงและได้เข้าไปภายในบริเวณธรรมสถานก็รู้สึกถึงความสงบร่มเย็นทันที ที่นี่คือที่ที่ข้าพเจ้าเฝ้ารอเพื่อจะกลับมา ข้าพเจ้าได้น้อมกราบที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อกราบขอขมาและขอพรให้ข้าพเจ้ามีความเพียรสู่พระนิพพานในชาติภพนี้ ตลอดเวลาที่เข้าคอร์ส ต้องปิดวาจา สำรวมกายและจิต เน้นการมีสติกำหนดรู้เพียงลมหายใจเข้าออกที่บ้านคือปลายจมูก

ก่อนที่จะรู้จักสายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ข้าพเจ้านั่งสมาธิได้สั้นมาก ในหัวคิดแต่เรื่องรอบตัว การนั่งเพียง 5 นาทีสำหรับข้าพเจ้าเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นทุกด้าน จึงฝึกนั่งสมาธิทุกวัน จนกระทั่งได้มาเข้าคอร์ส
การภาวนาในวันแรก ข้าพเจ้าเปลี่ยนท่านั่งไปหลายรอบ ปวดขา นั่งไม่นิ่ง แต่ก็อดทนนั่งจนครบเวลา พอได้ยินเสียงระฆังหมดเวลาทีไรก็โล่งอก อยากลุกเดินไปเข้าห้องน้ำและพักดื่มน้ำทุกครั้งไป

วันที่ 2 นั่งภาวนาได้นิ่งขึ้น ไม่เปลี่ยนท่านั่งบ่อยเหมือนวันแรก ไม่มีสภาวะใด ๆ เกิดขึ้นหรือถึงมีข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้จักสภาวะใด ๆ เลย แม้ตอนสอบอารมณ์กับอาจารย์ผู้ช่วยสอน ข้าพเจ้าก็บอกได้แค่ว่า “นั่งนิ่งขึ้นค่ะ” ส่งความคิดออกนอกลดลงจากเดิม การภาวนาในทุก ๆ วันนิ่งขึ้นเป็นลำดับ

สำหรับข้าพเจ้าแล้ว การได้เรียนรู้ถึงการหยุดนิ่ง ทั้งกายและความคิด ถือเป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จในการมาเข้าคอร์สอานาปานสติครั้งแรกในชีวิต ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยไปเข้าคอร์สที่ไหนมาก่อนเลย ได้เพียงแค่สวดมนต์ที่บ้าน แต่ไม่เคยไปเรียนหรือฝึกสมาธิที่ไหนมาก่อน ที่นี่จึงเป็นที่แรกและจะเป็นที่สุดท้าย

ในวันสุดท้ายที่มีการแผ่เมตตา ข้าพเจ้าขนลุกและน้ำตาไหล ปีติจากภายใน รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พ่อแม่ครูอาจารย์ทุกพระองค์และทุกท่าน พระอาจารย์ ท่านอาจารย์ อีกทั้งเทพ เทวดาที่คุ้มครองแผ่นดินไทย ไปจนถึงกัลยาณมิตรทุกคน ที่เปิดทางและนำพาให้มาอยู่ที่นี่ ดีใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย ได้เกิดมาในชาตินี้ ได้พบสายธรรมเตโชวิปัสสนากรรมฐาน และได้เป็นศิษย์ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าช่างโชคดีเหลือเกิน

เมื่อจบคอร์ส ข้าพเจ้าก็ยิ่งมีความมุ่งมั่นสู่การหลุดพ้น และต้องการเรียนเตโชวิปัสสนากรรมฐานในคอร์สต่อไป แต่เมื่อเดินทางกลับถึงประเทศเนเธอร์แลนด์ สถานการณ์ COVID-19 ก็รุนแรงขึ้น ประเทศไทยรวมทั้งทุกประเทศทั่วโลกถูกปิด โลกหยุดชะงัก เกือบ 2 ปีที่ไม่สามารถเดินทางกลับมาประเทศไทยได้ แต่ไม่เคยท้อหรือโอดครวญ จิตใจกลับมีความมั่นคง มุ่งมั่นฝึกฝนการปฏิบัติภาวนา เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ เมื่อถึงเวลาที่มีการเปิดคอร์สสอนเตโชวิปัสสนากรรมฐานอีกครั้ง ซึ่งจะต้องฝึกภาวนาอานาปานสติให้ได้ตามเวลาที่กำหนดก่อน

ข้าพเจ้าทำตามคำสอนของท่านอาจารย์คือ การเพ่ง ตรึง รู้ ที่จุดสัมผัสปลายจมูกที่ลมหายใจเข้าออก ตอนนี้ข้าพเจ้านั่งภาวนาได้นานถึง 90 นาที โดยไม่เปลี่ยนท่านั่งเลย ส่งความคิดออกนอกลดลงมาก อยู่ที่นี่ ข้าพเจ้าฟังเสียงธรรมบรรยายของท่านอาจารย์ทุกวัน กราบหนังสือของท่านอาจารย์ทั้งตื่นนอนและก่อนนอน สวดพระคาถาชินบัญชรทุกวันมาตลอด 3 ปี และเสียงของท่านอาจารย์ที่ดังก้องในโสตประสาทของข้าพเจ้าอยู่เสมอนั่นคือ “ภาวนาคือหน้าที่” ข้าพเจ้าไม่อยากตายเปล่าและเสียเวลาไปอีกชาติหนึ่ง มีศิษย์พี่ท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “ถ้าเรามีเวลานอน เราก็ต้องมีเวลาภาวนา” ข้าพเจ้าจำได้ขึ้นใจ

การปฏิบัติภาวนาไม่ได้ทำให้สูญเสียอะไรเลย แต่การภาวนาทำให้เรามีสติ มีปัญญาเป็นประทีปนำทางไปสู่การหลุดพ้น นอกจากนี้ ยังช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันดีขึ้นด้วย ในการทำงานมีความคิดคมชัด อารมณ์หงุดหงิดระงับได้เร็ว เข้าใจในสิ่งที่เป็น รับรู้ปัญหาและหาทางแก้ไข มีปัญญาในการจัดการทุกอย่างรอบตัว ชีวิตมีระเบียบดีขึ้นทุกด้าน ไม่ดิ้นรนที่จะหาแต่ความร่ำรวย ความคิดเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้ข้าพเจ้าใช้ชีวิตอย่างสมดุล ทั้งงาน และครอบครัว ทำบุญ รักษาศีล 5 ปฏิบัติภาวนาและมีความหนักแน่นมั่นคงต่อพระนิพพาน

ในระหว่างที่รอการเปิดคอร์สเตโชวิปัสสนากรรมฐาน ข้าพเจ้าจะติดตามข่าวสารของธรรมสถานผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก เว็บไซต์ และจากเพื่อนทั้งสองที่เป็นจิตอาสาช่วยงานของธรรมสถานอยู่อย่างสม่ำเสมอ ข้าพเจ้าเองก็เป็นจิตอาสาช่วยงานเท่าที่จะมีโอกาส และยังได้เข้าร่วมกิจกรรมในโอกาสต่าง ๆ ข้าพเจ้าสำนึกในพระคุณและพร้อมเสมอที่จะตอบแทนพระคุณของท่านอาจารย์ผู้ให้แสงสว่างและปัญญาด้วยความกตัญญู ข้าพเจ้ามีท่านอาจารย์เป็นที่พึ่ง มีหนทางที่พระพุทธองค์ทรงชี้ไว้ให้เดินไป ธรรมของพระพุทธองค์ย่อมพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง

ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าร่วมการภาวนาเพื่ออุทิศบุญแก่แผ่นดิน ยิ่งทำให้สำนึกในพระคุณของท่านอาจารย์ที่เสียสละเพื่อทุกผู้ ทุกนาม เพราะจากสถานการณ์ COVID -19 ผลกระทบโดยตรงที่ข้าพเจ้าได้รับมาตลอดเกือบ 2 ปี ทำให้ไม่ได้กอดคุณพ่อคุณแม่ ไม่ได้กลับแผ่นดินไทย ไม่ได้เจอญาติพี่น้อง ดังนั้น ถ้าการปฏิบัติภาวนาของข้าพเจ้าสามารถช่วยครอบครัว คนในชาติ ประเทศชาติ และผู้อื่นได้ ข้าพเจ้ายิ่งต้องทำอย่างยิ่ง
ช่วงเวลาในการร่วมภาวนาอย่างพร้อมเพรียงกันจากศิษย์ทั่วทุกมุมโลก ข้าพเจ้าสัมผัสได้ถึงความนิ่งที่มีพลังประสานกันอย่างแนบแน่นและแข็งแกร่ง ในขณะเดียวกันช่างสงบ และเป็นช่วงเวลาที่ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน ท่านอาจารย์เป็นแบบอย่างให้แก่ข้าพเจ้าในการทำความดีทั้งปวง ท่านคือผู้ให้อย่างแท้จริง ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะหาคำใดมากล่าวแทนได้หมด

สิ่งใดที่สามารถตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอาจารย์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) บูรพมหากษัตริย์ทุกพระองค์ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ และท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ข้าพเจ้าพร้อมปฏิบัติทุกอย่าง

ข้าพเจ้าขอน้อมอุทิศบุญทั้งหมด ที่เกิดจากการถ่ายทอดประสบการณ์นี้เป็นอาจาริยบูชาแด่ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ขอให้ท่านอาจารย์มีธาตุขันธ์ที่แข็งแรงโดยเร็ววันด้วยเทอญ

One thought on “อานาปานสติ พาชีวิตเปลี่ยนตลอดกาล

  1. สาธุในความหนักแน่นมั่นคงอย่างยิ่ง ขอให้สถานการณ์โควิดดีขึ้นและได้กลับมาประเทศไทยเพื่อเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ และได้เข้าคอร์สเตโชวิปัสสนาตามที่ตั้งใจไว้นะคะ

    ถูกใจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.